poprock View my profile

ก่อนอื่น เอนทรี่นี้เคยถูกเขียนไปแล้วใน Pantip เมื่อเดือน สิงหาคม ปีที่แล้วนะคะ
เราเลยขอยกมาแปะไว้ที่นี่อีกรอบ เนื้อหาอาจะล้าหลังนิดหน่อย และในกระทู้นั้นเองก็มีดราม่าเล็กๆด้วย หากมีเนื้อหาที่ทำให้เกิดความไม่พอใจขออภัยล่วงหน้าเลยจ้า แต่นี่เป็นเพียงความเห็นเล็กๆของเราเท่านั้น ไม่ได้สลักสำคัญเท่าไหร่หรอก จริงมั้ย? ^^
 
คำเตือน ยาวมั่กๆ...
 
**หมายเหตุ**
เนื้อหาในกระทู้ไม่มีเจตนา พาดพิงถึงศิลปินตามรูปประกอบ เป็นเพียงภาพตัวอย่างเพื่อความเข้าใจเท่านั้น
 
/////////////
 
ขอเนื้อที่ในการแสดงความเห็นนิดหนึ่งนะคะ อาจทำให้หลายคนไม่พอใจ ขออภัยมา ณ ทีนี้ด้วยค่ะ


เราดูซีรี่ย์เกาหลีทุกอาทิตย์ค่ะ (ดูแบบตามหลังเกาหลี 3 วันไรงี้) อัพเดททุกเรื่องราวดาราเกาหลี (เพราะติดละคร) ฟังเพลงเกาหลีแทบทุกวง เป็นแฟนคลับแบบตามติดอยู่ 2-3 วง ที่สำคัญยังติดรายการวาไรตี้โชว์ของเกาหลีด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รายการของพิธีกรยูแจซอก (ล่าสุดนี่ก็ติดรันนิ่งแมนมาก) แต่ด้วยเพราะรายการรันนิ่งแมนนี่แหละค่ะ ทำให้เรา นึกอะไรบางอย่างได้ (หลังจากเริ่มรู้สึกตัวมานาน แต่ยังไม่มีอะไรมาสะกิดใจสักที)

เราบ้าเกาหลีนี่ มีใครเดือดร้อนหรือเปล่า?

ก่อนอื่นต้องเริ่มต้นจากการบ้าเกาหลีของเราก่อน เรามีจุดเริ่มต้นมาจากการที่มีหนุ่มไทยคนหนึ่งไปโด่งดังที่เกาหลี เราเลยเริ่มฟังเพลงเกาหลีตั้งแต่นั้นมา (ส่วนละครและภาพยนต์ติดมาตั้งแต่ยุค ไอทีวี นำเข้าใหม่ๆ .. Autumn in my heart นั่นไง) ตอนนั้นเราอยู่ปี 2 ค่ะ เรียกได้ว่าบ้าพอสมควรเลย ทีนี้พอบ้ามากๆเข้า (แต่ไม่ได้ถึงขั้นตามไปดูทุกคอนเสิร์ตอะไรแบบนั้นนะคะ) พออ.สั่งงานที่ต้องเขียนบทความ ,สารคดี, หนังสือ อะไรก็ตามเราก็พยายามสอดแทรกเรื่องเกาหลีเข้าไปค่ะ จนตอนนั้นคนรอบข้างที่สนิทๆก็ด่ามาก (ด่าแบบขำๆนะ) ว่าบ้าเกาหลี
จนห้องคณะสั่งห้ามไม่ให้ฟังเพลงผ่านลำโพงเด็ดขาด เพราะช่วงนั้นมีรุ่นน้องหลายคนก็ชอบมาดู MV เกาหลีในห้องคณะ ฟังเพลงบ้างประปราย ซึ่งขณะนั้นอาจารย์คนหนึ่งที่เราสนิทด้วย เค้าแอนตี้เกาหลีมาก ซึ่งมักจะโต้คารมณ์กับเราประจำ แต่ก็ว่ากันด้วยเรื่องเหตุผลนะคะ เราบอกว่าเราไม่ได้ชอบแบบไม่ลืมหูลืมตานะ เราติดตามประวัติศาสตร์ด้วย ส่วนอาจารย์เราก็บอกว่า เราน่ะตกเป็นทาสทางวัฒนธรรมจริงๆ เราก็คิดในใจว่า

"เห้ย ถึงจะชอบเกาหลี แต่ไม่ได้ไม่สนใจวัฒนธรรมไทยนะ"

แต่ที่จริงแล้ว จนทุกวันนี้เราก็ไม่แน่ใจว่า.... "คิดแบบนั้นจริงๆเหรอ?"
 
 


พอช่วงที่เราต้องเริ่มเขียนหนังสือบ่อยขึ้น เขียนบทความบ่อยขึ้น เราก็ต้องทำหนังสือค่ะ เราเลยส่งเรื่อง "เกาหลีเป็นบ้า" ไปให้อาจารย์อ่าน ซึ่งทีแรกอาจารย์บอกว่า ไม่รับเรื่องทั่วไปนะ แบบวัฒนธรรมเกาหลี มีอะไรยังไงบ้าง เรื่องทั่วๆไปอ่ะไม่เอา เราก็เลยลองเขียนเรื่องเหง้าและเหตุผลของการเข้ามาของวัฒนธรมเกาหลีดู ซึ่งอาจารย์เห็นว่าโอเค เลยปล่อยให้เขียน สรุปงานชิ้นนั้นเราได้ A ค่ะ (จากที่อาจารย์แอนตี้เกาหลีมาก)

ทีนี้อาจารย์เลยมานั่งคุยกับเราแบบจริงๆจังๆไอ้เรื่องวัฒนธรรมเกาหลีกับเรา ที่จริงอาจารย์เขารู้จักกับนักเขียนท่านหนึ่งที่ติดตามเรื่องสงครามเกาหลีและญี่ปุ่นมานานมาก (แปลหนังสือสงครามญี่ปุ่นเป็นเบสต์เซลเลอร์หลายๆเล่มในไทยค่ะ) เขาบอกว่าการที่เราบ้าเกาหลีก็มีเหตุผลอยู่ ถ้าเราเลือกจะบ้าแบบเข้าใจแก่นของมันน่ะนะ .. เพราะอาจารย์เองก็อ่านเรื่องเกาหลีมาเยอะค่ะ แกเลยค่อนข้างแอนตี้ ก็เข้าใจเหตุผลว่าทำไมเด็กถึงชอบถึงติด แต่แค่พยายามชี้ให้เห็น "สิ่งที่แฝงมาด้วย" แค่นั้นเอง

เราอาจคิดว่าไม่มีใครเดือดร้อน เพราะเราชอบของเรา มันจะผิดตรงไหน แต่เราเองก็พึ่งมาคิดได้ในช่วงหลังนี่เองว่ามันน่ากลัวมากจริงๆ
 
 

เพราะเด็กเล็กๆ...ในยุคนี้โตมากับเพลงเกาหลีแล้ว แทบไม่รู้จักศิลปินไทยด้วยซ้ำ เครื่องสำอางค์ โฆษณา ละครทีวี รายการเพลง ของกิน รถมอเตอร์ไซต์ ฯลฯ ล้วนแล้วแต่มีพรีเซนเตอร์เป็นศิลปินเกาหลี (ส่วนนี้อยากโทษผู้ประกอบการในไทยมานานแล้วค่ะ เพราะที่จริงไม่ควรคำนึงถึงยอดขายสินค้าและยอดโฆษณาเกินเหตุขนาดนี้) มีครั้งหนึ่งละคร"ไทย"ของช่อง 9 เราจำชื่อละครไมไ่ด้ค่ะ แต่จำได้ว่าเป็นละครวัยรุ่น แต่ดันชื่อละครเป็นภาษาเกาหลี ..แถมในเนื้อหาละครยังจะมีเกาหลีพ่วงไปอีก และเราไม่เคยเห็นด้วยกับการ "ซื้อสินค้าตามราคา/แพคเกจที่กำหนด เพื่อแลกสิทธิ์กับการได้เข้าร่วมแฟนมีตติ้งสุดพิเศษกับศิลปิน"

กล่าวคือ เด็กยุคใหม่บางคนเริ่มคิดว่า "เกาหลีดีกว่าไทย" เพราะเขาโตมากับยุคที่สื่อประโคมสนับสนุนแต่เรื่องพวกนี้ ซึ่งเราคิดว่าปัจจุบันมันมากเกินพอดีไปแล้วจริงๆค่ะ

และเป็นเพราะแบบนี้เราจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่เกี่ยวอะไรกับเรา เพราะเราเป็น "หนึ่ง" ในแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการคิดว่า "เกาหลีขายได้"
 
 
.
.
.
.
 
ตอนแรกๆเราติดรายการ Family Outing ค่ะ เคยเอามาให้อาจารย์ดู อาจารย์ก็บ่นเรื่องเดิม "บ้าเกาหลี" แต่เราคิดว่า ไอเดียของรายการนี้ดีมากๆ และ สตอรี่ก็ตลกมาก ชอบตรงที่การไปยังบ้านในชนบทแล้วทำภารกิจต่างๆซึ่งเรามองว่า มันสร้างสรรค์ดีค่ะ ทำให้ตอนนั้นเราคิดแว้บนึงว่า "ทำไมรายการไทยไม่ทำแบบนี้?"

ช่วงหนึ่งเคยมีข่าวว่า รายการโทรทัศน์รายการหนึ่งที่จีน ซื้อลิขสิทธิ์แฟมิลี่ เอ้าติ้งท์ไปทำรายการ ทันทีที่ออกอากาศ สถานีก็เจอสั่งปิดทันที ไม่แน่ใจในเนื้อข่าวนะคะ แต่เข้าใจว่าเป็นเพราะเป็นการครอบงำทางวัฒนธรรมอย่างรุนแรงในจีน รัฐบาลจึงสั่งแบนทันที (ทั้งนี้เพราะจีนเป็นรัฐบาลคอมมิวนิสต์นะคะ) ซึ่งข่าวนี้ อาจารย์ของเราก็ภูมิใจนำเสนอข่าวนี้มาก
 

ยุคหลังที่อาจารย์เราเริ่มรับได้กับความบ้าเกาหลีของเรา เราก็เอา Running man มาให้แกดูค่ะ แกก็ดูแบบเงียบๆนะ ไม่ติเตียนอะไร แต่เราขำจนปวดท้อง พอดูจบอาจารย์ก็บอกเราแบบจริงจังว่า เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมเราถึงคิดว่ารายการนี้มันดี มันตลก ทั้งที่เขาดูแล้วก็เฉยๆ ธรรมดา
 
เป็นเพราะ เรารู้มาก่อนแล้วว่าคาแรคเตอร์ของคนคนนี้เป็นยังไง มันจึงตลก ทั้งที่จริงๆมันเป็นมุขที่ธรรมดาจนอาจารย์เราคิดว่า หม่ำ เท่ง โหน่ง ตลกกว่าไม่รู้กี่เท่า
 
 
.
.
.
.
.
 
 
จนระยะหลังเราตามข่าวเกาหลีน้อยลงกว่าเดิมมากๆ เพราะกลัวเรื่องนี้ และส่วนหนึ่งเป็นเพราะถึงจุดอิ่มตัวค่ะ เลยตามบ้างไม่ตามบ้าง ตามแบบผ่านๆตานานๆจะเข้าไปอัพเดทอะไรแบบนั้น เมื่อก่อนเราก็เป็นอีกคนที่เคยพูดว่า

"เกลียดเกาหลี เกลียดของนอก แล้วฟังเพลงอเมริกาทำไม ฟังเพลงญี่ปุ่นทำไม มันก็เหมือนกันนั่นแหละ"

แต่... ลองคิดดูดีๆนะคะ .. X-Japan ไม่เคยมาเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาในประเทศไทย (ที่เรายกตย. X เพราะว่าเราคิดว่ายุคนั้นเป็นยุคที่เพลงญี่ปุ่นบูมในไทยที่สุดแล้ว) ทั้งๆที่โด่งดังเกือบจะในระดับโลกในยุคนั้น (ยุโรป+เอเชีย) รวมทั้งประเทศไทยไม่ได้มีแฟนคลับเดนตายน้อยไปกว่าแฟนคลับเกาหลีในปัจจุบันเลย
 
ทาคุยะ คิมูระ , เคตะ ทาจิบานะ , ฮิเดกิ ทาคิซาว่า ไม่เคยมาแสดงละครไทย .. (ยกตัวอย่างแคบๆในแบบของเรานะคะ เพราะเราตามพวกนี้ในยุค J-pop ครองเมืองในไทยเหมือนกัน) ทั้งที่ตอนนนั้นเราคิดว่า Johnny Juniors เป็นอะไรที่สุดยอดจะดังโคตรแล้วตอนนั้น แถมยังได้มางาน พัทยามิวสิคฯอีก และตอนนั้นเรายังแอบไม่ชอบ Super Junior ที่รู้สึกว่าพึ่งจะเดบิ้วต์ เพราะเราคิดว่า เลียนแบบกันชัดๆ (ปัจจุบันแม้ จขกท.ไม่ได้เป็น ELF แต่ยอมรับในพลังและความสามารถของ 13 ลิงนะคะ เวลาได้พิสูจน์แล้วค่ะ ที่สำคัญเราเป็นเมน ฮยอกกกก )

สำหรับเพลงสากลเราคิดว่า ประเทศในเอเชียหลายๆประเทศได้รับอิทธิพลมามากพอสมควรนะคะ ไม่ใช่แค่ประเทศไทยหรอก ยุคสมัยของวงการเพลงไทยเองก็ได้รับอิทธิพลมาจากต่างประเทศเหมือนกันค่ะ (เป็นเพราะว่า วิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมดนตรีของประเทศในแถบยุโรปนำหน้ามาอยู่ก่อนแล้วค่ะ จึงไม่แปลกที่เราจะได้อิทธิพลนั้นมาบ้าง) แต่เราคิดว่าไม่เคยมีคอนเสิร์ตใหญ่สุดยอดรวมศิลปิน ผู้ชมเรือนหมื่นสักครั้ง ต่อให้วงต่างประเทศที่ว่านั่นจะสุดยอดขนาดไหน
 
.
.
.
.
.
 
หลายคนคงทราบที่มาและคงรู้อยู่แล้ว เรื่องอุตสาหกรรมบันเทิงในเกาหลี ว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องที่พัดมาพัดไปแบบที่หลายๆคนคิด (ในระยะแรกที่วัฒนธรรมเกาหลีเข้ามา ตอนนั้นกระแส J-pop เริ่มจางไปสักพักถ้าเราจำไม่ผิด) หลายคนบอกว่า กระแสแบบนี้มาแล้วเดี๋ยวก็ไป .. แต่จนถึงวันนี้ ประโยคที่ว่านั่นปาเข้าไป เกือบ 10 ปีแล้วนะคะ และนับวันมันยิ่งรุนแรงอย่างไม่มีทีท่าว่าจะจางด้วยค่ะ สิ่งที่ตอบคำถามนี้ได้คือ

อุตสาหกรรมคอนเสิร์ตเกาหลีในไทยมูลค่าหลายพันล้าน
 

 
เราพึ่งอ่าน นิตยสารเศรษฐกิจเล่มหนึ่งค่ะ ISSUE นี้เป็นพิเศษสำหรับอุตสาหกรรมเกาหลีในไทยโดยเฉพาะ ทั้ง โรงเรียนสอนเต้น , คอร์สทำอาหาร , ทัวร์ , สินค้าแบรนด์ต่างๆ และอุตสาหกรรมที่ทำเงินมากที่สุดในปัจจุบัน นั่นคือ คอนเิสิร์ต ค่ะ

มีสัมภาษณ์ของเจ้าของบริษัทหนึ่งว่าทำไมถึงมาทำไมธุรกิจนี้ เขาบอกว่าเป็นเพราะว่าธุรกิจนี้มีแนวโน้มในการเติบโตในจำนวนที่สูงมาก สถิติที่เค้ามีอยู่ในมือคือ ประเทศไทยเป็นอันดับ 2 ในเอเชีย ด้านความนิยมวัฒนธรรมเกาหลี ส่วนอันดับ 1 คือ ... เกาหลีค่ะ (เห็นภาพอะไรมั้ย? เราเป็นรองแค่ประเทศเจ้าของวัฒนธรรมนะ)
 
นั่นทำให้คอนเสิร์ตใหญ่เมื่อปลายปี และ ต้นปีที่ผ่านมา ทำรายได้มูลค่ามหาศาล(?) และยังประกาศความพร้อมในการจัดคอนเสิร์ตใหญ่(แบบรวมศิลปินกว่า 100 ชีวิต) อีกในเร็วๆนี้ เพราะกระแสตอบรับดีมาก

"การที่เรายอมจ่ายเพื่อให้ได้ไปดูคอนเสิร์ตนั้นมันผิดตรงไหน"

เราเองก็รู้สึกว่าการที่คนมาบ่นว่า "ไม่สงสารพ่อแม่บ้างเหรอ ยังหาเงินใช้เองไม่ได้" แบบนี้มันค่อนข้างไม่ได้ผลหรอกค่ะ  หากจะพูดขึ้นมาเพื่อตักเตือนกัน เพราะเราคิดว่าควรเคารพสิทธิ์ในการใช้เงินแต่ละคน ต่อให้เด็กๆจะเอาเงินพ่อแม่มา แต่นั่นก็เป็นเรื่องของ "สิทธิ์" สิ่งที่ เราคิดจริงๆคือ การที่ผู้ใหญ่ที่วุฒิภาวะครบถ้วนแล้วต่างหากที่ต้องแก้ปัญหาเรื่องนี้ ไม่ใช่ไปโทษเด็กว่า ปัญญาอ่อน ที่ยอมเสียเงินแพงๆไปดู เพราะลองคิดย้อนกลับดีๆนะคะ ถ้าผู้ใหญ่ไม่นำพาศิลปินเหล่านั้นมา จะมีคอนเิสิร์ตเกิดขึ้นได้ยังไง? ต่อให้บอกว่าต่อให้ไม่จัดในไทย เด็กก็ต้องตามไปดูที่มาเลเซีย สิงคโปร์ เกาหลีฯ อยู่ดี

แต่ถามหน่อยเถอะค่ะว่า .. จะมีเด็กแบบนั้นสีกกี่คน?

เราจึงคิดว่ากระแสที่มันแรงๆในปัจจุบันนี้เป็นเพราะ "ผู้ใหญ่ให้ท้าย" อย่างแท้จริง

ปล.เราพยายามจะสื่อว่า เราคิดว่าจะการจ่ายเงินไปดูคอนเสิร์ตไม่ผิดค่ะ แต่เราคิดว่าการจ่ายค่าสินค้าราคาแพงๆเพื่อให้พบศิลปินเป็นความหน้าเลือดของผู้ประกอบการที่เรารับไม่ได้
 
.
.
.
.
.
.
 
แต่สิ่งที่ทำให้เราอยากตั้งกระทู้นี้จริงๆ นั่นคือ RUNNING MAN* ตอนที่มาไทยค่ะ
(*Running Man คือรายการวาไรตี้เกาหลีชื่อดังที่เป็นเกมส์การแข่งขันในรูปแบบต่างๆของดารา)
 
เราก็ได้ข่าวเหมือนกันว่าแก๊งรันนิ่งแมนมาไทย ยังอยากไปรับที่สนามบินอยู่เลย (อยากเจอ ยูแจซอก และ อีกวางซูมากกกกก) เราเห็นแฟนแคมบ้างเล็กน้อยค่ะ แต่รู้สึกตกใจมากตอนมาดูตัวออนแอร์ ... มีคนไปรับรันนิ่งแมนเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก มากๆๆๆ เลยล่ะค่ะ (ใช้คำว่าสุวรรณภูมิแตกพอๆกับตอนที่คอนเสิร์ตรวมศิลปินมาไทยได้เลย) เราก็รู้สึกดีนะ ขนาดดาราในรันนิ่งแมนยังดีใจเลย ไม่คิดว่าจะมีคนไทยรู้จักรินนิ่งแมนเยอะขนาดนี้ ..แต่ตอนดูไปเราก็คิดนะ .. แล้วแบบนี้พอคนเกาหลีดูเค้าจะรู้สึกไง?

โอเคค่ะ เมืองไทยสวยมาก ผู้คนใจดี ... แต่เรากลับคิดในไง่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะภาพที่ออกมาแสดงให้เห็นได้แบบจริงจังว่า "เราคลั่งเกาหลีมาก" มากขนาดทุกที่ที่รันนิ่งแมนไป จะมีแฟนๆตามถ่ายวิดิโอตามถ่ายรูป ไม่เว้นแม้กระทั่งตอนไปพัทยาแล้ว ยังมีแฟนๆตามไปด้วยตลอด แต่ตรงนี้เรายังพอเข้าใจค่ะ เพราะเป็นรายการนอกสถานที่ ทำให้แฟนๆสามารถตามถ่ายดาราได้อย่างเต็มที่ เพราะตอนนักร้องเกาหลีคนนึงมาไทย เราก็เคยตามไปเฝ้าที่โรงแรมแบบข้ามวันข้ามคืนเหมือนกันค่ะ
 
 
 
แต่เรามาจี๊ดดดดดดดดดดดด ตรงที่ ตอนที่อีกวางซู ได้ของประจำตัวเป็นหนังสือบทสนทนา เขาเลยพยายามพูดภาษาไทย ด้วยสำเนียงผิดๆถูกๆ (ตรงนี้ดูน่ารักดีค่ะ) ทีนี้เขาก็เดินไปเจอแฟนคลับชาวไทย เขาเลยลองพูดภาษาไทยคำว่า "พูดภาษาเกาหลีได้มั้ย" รู้สึกว่าแฟนไทยจะตอบว่า "ได้"
ทีนี้เขาเลยลองถามต่อว่า "ทำอย่างไรดีล่ะ" แฟนไทยตอบกลับทันที "โอโตะเค๊~" (คำแปลของ ทำอย่างไรดี)

เท่านั้นหละ ความภูมิใจในความเป็นไทยเราถดถอยเลยจริงๆนะ คนเกาหลีถามมาเป็นภาษาไทย เราตอบเกาหลีใส่เขาได้ทันทีเลย.. เราเลยรู้สึกว่า ถ้่าคนเกาหลีมาดูเขาคงภูิมิใจในความเป็นชาติของเขานะ แต่เรามาดูกลับรู้สึกคนละแบบเลย

ทำให้เรามานั่งคิดเลยว่า เราเองก็พูดเกาหลีเป็นคำๆแบบนี้ได้เหมือนกัน เพราะดูซีรีย์เกาหลีเยอะ "โอโตเค๊~" "โบ๊~" "ชิจา~" "อันยอง~" "ดงเซง" คัมซัมฮัมนีดา" ฯลฯ  เพราะฉะนั้นเราไม่้ได้จะโทษแฟนๆที่ตอบกวางซูเป็นภาษาเกาหลีว่าผิด หรือ ไม่ดีอะไรนะคะ เราเข้าใจว่าโมเม้นท์นั้น เขาอยากให้เราตอบเกาหลี เราก็ตอบแค่นั้นเอง

แต่เรามารู้สึกตรงที่ เราเองก็พูดแบบนั้นได้ทั้งที่ไม่ได้เรียน เรารู้จักราชวงศ์เกาหลีทั้งเหล่าทั้งกอทั้งที่ไม่ได้อ่านหนังสือประวัติศาสตร์ เรารู้จักคำเีรียกขานญาติพี่น้องของคนเกาหลีทั้งที่ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับคนเกาหลีจริงๆ เป็นเพราะทุกอย่างที่เราดู เราเห็นในชีวิตประจำวัน ทำให้เราซึมซับเรื่องเหล่านี้ไปโดยไม่รู้ตัว เชื่อเถอะ เรามั่นใจเดี๋ยวนี้คนไทย ที่ต่อให้เกลียดเกาหลียังไง แต่ก็เข้าใจว่าคำว่า "โอปป้า" แปลว่าพี่ชาย
 
 
.
.
.
.
.
 
อีกอย่างหนึ่งที่เราเห็นได้ชัด และรู้สึกว่าเกินไปแม้จะเป็นคนบ้าเกาหลีนั่นคือ "การใส่ฮันบก" ค่ะ ตัวอย่างแบบที่เราเห็นชัดเจนนะคะ

ตอนเราไปที่ อ.ปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งน่าจะเป็นสถานที่ที่ควรนำเสนออะไรที่มันเป็นวัฒนธรรมชาวเหนือ ต่อให้ปายจะถูกปรุงแต่งด้วยวัฒนธรรมเมืองกรุงแค่ไหน แต่สิ่งที่เรารับไม่ได้ และ รู้สึกว่า "ไม่ใช่" เลยจริงๆ คือบริการ "ใส่ชุดฮันบก" ถ่ายรูปที่ระลึกค่ะ ..........................................
 
 
ตอนนั้นคิดได้อย่างเดียวว่า "เห้ย ถ้ากรุงเทพฯจะไม่รู้สึกว่าแปลกเลย แต่มันปายนะ มันต่างจังหวัด แหล่งท่องเที่ยวของไทย จะมาใส่ฮันบกเป็นที่ระลึกทำพระแสงอะไร?"

และยิ่งงงไปใหญ่