poprock View my profile

 
 
End Of Watch เล่าถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ LAPD 2 คนที่เป็นคู่หูกันมานาน ทั้งคู่จบจากโรงเรียนตำรวจมาด้วยกัน โดยเนื้อเรื่องหลักคือการทำภารกิจประจำวันในฐานะ "ผู้บังคับใช้กฏหมาย" ของทั้งคู่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราว ชวนตื่นเต้นมากมาย
 
จุดเด่นของหนังอยู่ที่การถ่ายทำแบบ Hand-held ผสมกับ Found footage ที่ทำให้ใครที่ไม่ชอบหนังแนวนี้ต่างรีบบอกลาตั้งแต่ยังไม่ได้ดูตัวอย่างหนัง หรือ รับรู้ปูมหลังของเนื้อเรื่อง กระทั่งไม่ทันได้เหลือบดูชื่อผู้กำกับด้วยซ้ำ
นี่คือหนังฝีมือกำกับของ David Ayer มือพระกาฬหนังตำรวจทั้งหลายแหล่ หนังของ Ayer มักไม่ใช่หนังที่ทำรายได้ถล่มทลาย แต่กลับเป็นที่จดจำในฐานะหนังที่เกี่ยวกับตำรวจที่คู่ควรให้แนะนำเมื่อถูกถามว่า "อยากดูหนังเกี่ยวกับตำรวจ ดูเรื่องอะไรดี?" ไม่ว่าจะเป็น Trainning Day, Dark Blue, S.W.A.T. ,Harsh Times, Street Kings และล่าสุดกับ End of Watch
 
อ้อ ...ทุกเรื่องเป็นพลอตเกี่ยวกับ LAPD ทั้งสิ้น...
 
Ayer ใช้เวลาเขียนบทหนังเรื่องนี้ 6 วัน ในช่วงราวๆเดือนธันวาคม ปี 2010 และส่งบทให้เจคอ่าน เจคอ่านบท 1 ชั่วโมงจึงติดต่อกลับไป 4 เดือนต่อมาหนังเข้าสู่ช่วง Pre-production และไม่กี่เดือนต่อมาหนังจึงเริ่มต้นถ่ายทำ
(เจคและไมเคิลเข้าคอร์สฝึกเกี่ยวกับการเป็น LAPD 5 เดือน) ภาพแบบ found footage ที่พบในเรื่องเกิดการติดกล้องจริง แล้วลองแสดงตามปกติ แล้วนำภาพที่คาดว่าใช้ได้มาตัดต่อเพื่อความสมจริง Ayer ให้เพื่อนสนิทที่เป็นผู้กำกับเขต LA Central ตัวจริงมาเป็นที่ปรึกษาการถ่ายทำ (ตั้งแต่เรื่อง Street Kings)
 
 
นักวิจารณ์หลายแขนงกล่าวว่านี่คือ TRUE INDIE เพราะหนังไม่ได้ถูกสร้างโดยสตูดิโอใหญ่ยักษ์ แต่เกิดจากมือเก๋าอย่างอดีตพี่ใหญ่แห่ง Paramount อย่าง John Leasher เข้ามาควบคุมฟูมฟักให้ (John Leasher ก็อุ้มหนังอย่าง No country for old men, There will be blood, Babel) และหนังยังดึงดาราที่จะให้พูดกันตรงๆก็คือ ดาราระดับ 2 อย่าง เจค จิลเลนฮานและระดับ 3 เกือบ 4 แบบ ไมเคิล ฟีน่า
 
รายแรกเข้าขั้นเป็นดาราที่โด่งดังเกือบจะอยู่แถวหน้าของวงการ แต่ก็ไม่เคยได้รับบทที่ทำให้ดังเปรี้ยงปร้างจำกันได้ทั้งโลกสักที ทั้งที่ได้เล่นแต่ดราม่าเจ็บๆ โรแมนติคน่ารัก และ หนังยังเคยได้ออสการ์
(ขอยกตัวอย่างดาราที่มาเล่นไม่กี่เรื่องแล้วดังเปรี้ยง เช่น คริส เฮมสเวิร์ธ เล่น Thor เรื่องเดียวจำำกันได้ทั้งโลก ไม่ได้รางวัล แต่กระเป๋าตุง)
สำหรับไมเคิล เทียบกันแล้วยังถือว่าเป็นดาราหน้าใหม่บนจอเงิน แถมยังรับแต่บทตัวประกอบอีกต่างหากจากบรรดาหนังที่เคยเล่นมา (ไมเคิลเป็นดาราทีวี) แต่แต่ระบทที่ได้รับก็มักจะเป็นพวกกวนโอ้ย จอมขโมยซีนทั้งสิ้น
การมาประกบคู่กัน ของ เจค และ ฟีน่า จึงไม่ใช่เรื่องของ "ดาราแม่เหล็ก" อะไร คงต้องไปวัดใจกันที่ตัวหนังอย่างเดียว ..
 
หนังจะแตกต่างจากหนังตำรวจ "ทั่วๆไป" อย่างไร?
แน่ละ หนังตำรวจมันอาจเต็มไปด้วยการสาดกระสุนปืน ขับรถไล่ล่า มุขตลกหยาบคาย และเรื่องราวเกียรติยศแบบแมนๆ End Of Watch เองก็ดำเนินรอยตามแพลตฟอร์มนั้นมาหมด แต่มันแตกต่างจากเรื่องอื่นอย่างไรน่ะหรือ ?
 
 
อันที่จริงหนังเล่นกับประเด็นที่เรียบง่ายสุดๆอย่างการ "บำบัดทุกข์บำรุงสุขชาวประชา" ทั้งเทเลอร์และซาวาลา(เจคและไมเคิล) อาจไม่ใช่ตำรวจที่เก่งกาจสามารถขนาดทำภารกิจกู้ระเบิด ช่วยเหลือโลกจากภัยก่อการร้าย บ้าระห่ำถล่มรังโจร แต่ทั้งคู่แค่ทำหน้าที่ในฐานะ "ตำรวจ" ซึ่งก็คืออาชีำพหนึ่งในสังคมที่มีหน้าที่ "บังคับใช้กฏหมาย" กับคนที่พยายามฝ่าฝืนมันเท่านั้น ว่ากันง่ายๆ นี่เป็นหนังอีกเรื่องที่ำให้รู้สึกว่าการเป็นตำรวจมันช่าง "ธรรมดาสามัญ" ขณะเดียวกับที่มันช่าง "ยิ่งใหญ่"
 
หากใครเคยดูหนังฝรั่งหรือซีรี่ย์ฝรั่งที่เกี่ยวกับอาชีพต่างๆเราจะรู้สึกว่า ไม่ว่าอาชีพอะไรมันก็ดูเท่จนทำให้เราอยากได้อยากเป็นไปเสียหมด ยกตัวอย่างซีรี่ย์หมอแบบ Grey's Anatomy ทำไมหมอในเรื่องถึงกระหายการอยากผ่าตัดกันเหลือเกิน ทั้งที่แค่รักษาคนทั่วๆไปก็น่าจะหมายถึงได้ช่วยเหลือคนไข้ในฐานะหมอแล้วเช่นกัน แต่ตัวละครใน Grey's Anatomy ต่างมี Passion (ความหลงใหล) ในอาชีพตัวเอง หมอผ่าตัด หากถูกสั่งห้ามผ่าตัด แล้วจะเป็นหมอไปเพื่ออะไร Grey's จึงอาจเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนถึงบุคคลในแขนงอาชีพหนึ่งๆที่ต้องไต่เต้าและต่อสู้เพื่อให้ได้อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุด
 
ขณะที่ End Of Watch ไม่ได้ชี้ให้เห็นถึง Passion ที่ว่าในอาชีพตำรวจเท่าไรนัก ในทางกลับกันทั้งคู่ดูเหมือน "ทำตามหน้าที่โดยไม่ขาดตกบกพร่อง" มากกว่า "ทะเยอทะยานในหน้าที่การงาน" เและ "การทำตามหน้าที่ฯ" นี่เองที่นำพาความก้าวหน้ามาสู่ทั้งคู่โดยไม่ตั้งใจ
 
หากตัดเรื่องเทคนิคการถ่ายทำของภาพยนต์ออกไปจะพบว่า จุดเด่นที่แท้จริงของหนังไม่ได้อยู่ที่ภาพที่ดู Reality แต่เป็น "พฤติการ" และ "คาแรคเตอร์" ของตัวละครที่ดูสมจริงสมจัง และ ธรรมดาสามัญแบบที่เราจับต้องได้มากกว่าหนังตำรวจยอดฮีโร่แบบในหนังเรื่องอื่นๆ
 
หนังยังได้ขยายขอบเขตความสัมพันธ์ของ เทเลอร์ และ ซาวาลาให้ใหญ่โตกว้างขวางขึ้น มากกว่าการเป็นคู่หูกันในการทำงานพวกเขายังนับถือกันเป็นพี่เป็นน้อง แบบที่จะดูแลครอบครัวของอีกฝ่ายหากเกิดเรื่องอะไรขึ้น แบบที่ "ยอมรับกระสุนแทนกัน" นั่นแหละ และความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องนี่เองที่เป็นส่วน "ดราม่า" ของหนัง หนังเล่าเรื่องในส่วนนี้ได้ดูธรรมดา ไม่ได้ถึงขั้นน่าตื้นตันอะไรนัก ซึ่งนั่นเองคือความแตกต่าง
 
End Of Watch จึงเป็นส่วนผสมของ หนังเกี่ยวกับอาชีพๆหนึ่ง ,ความสัมพันธ์, การใช้ชีวิต หนังพาเราไปแตะนู่นนิดนี่หน่อย พอให้เราได้กลิ่นและเกิดอารมณ์ร่วม ทำให้เราเห็นถึงชีวิตในด้านอื่นๆของตัวละครครบถ้วนในเวลาไม่ถึง ครึ่งชั่วโมงจากสัดส่วนในหนังทั้งหมด
 
End Of Watch อาจหมายถึงการสิ้นสุดการทำงานในวันหนึ่ง ขณะเดียวกับที่อาจหมายถึง ตอนจบที่นำพาไปสู่การเปลี่ยนแปลงก็ได้
วลี "End Of Watch" จึงเป็น "เรื่องย่อ" ที่สั้นที่สุดและดีที่สุดของหนัง "End Of Watch"
 
 
ตอนจบ นำมาซึ่งการเริ่มต้นเสมอ ...
 
 
...
 

 
 
 
 
ความเห็นหลังชม
 
เราเป็นแฟนฮาร์ดคอร์ของ เจค ค่ะ T_____T เพราะฉะนั้นจึงปลาบปลื้มและประทับใจอย่างสุดซึ้ง ตึ่งตึ่งโป๊ะ!
คือพอชอบเจคเลยเข้าใจ และก็ยอมรับว่าแม้เจคจะอยู่ในวงการมานาน เล่นหนังแต่ละเรื่อง ก็ไม่ใช่หนังกาก
ออกจะเป็นหนังดีเกือบทั้งหมดด้วย แต่เจคไม่ได้เปล่งรัศมีซ่าบซ่านออกมาแบบดาราดาวรุ่งคนอื่นๆ
ที่แม้จะเข้าวงการมาก่อน หรือ หลังก็เด่นดังไปเกือบหมดแล้ว พอได้มาเห็นเจครับบทใน End Of Watch เลยไม่ได้รู้สึก ตื่นเต้น หรือ แปลกใจอะไร เพราะเจคก็เล่นหนังระดับนี้มาตลอดอยู่แล้ว
น๊านนนนนนานที ถึงจะได้ไปเล่นระเบิดภูเขาเผากระท่อม CG กระจายกับเขาบ้าง (ขนาดเล่นเป็นทหารทั้งเรื่อง ยังไม่เคยได้ไปสนามรบ พอจะไปรบ เค้าก็เลิกสงครามกันก่อนอีก TT)
End Of Watch จึงอยู่ในลิสต์หนังที่ "ต้องดู" อยู่แล้ว พอได้มาเห็นประกบกับฟีน่าแล้วก็ร้อง เอ๊ะอ๊ะเล็กน้อย เห่ยยยย ฟีน่านี่เล่นแต่ละเรื่อง สมทบแต่ขโมยซีนตลอด อยากรู้ว่า Ayer คิดยังไงจับมาคู่กัน
 
พอดูจบแล้วต้องขอขอบคุณ Ayer จริงๆ ที่ให้เจคได้รับบท ไบรอัน เทเลอร์ ในเรื่องนี้ TT นี่เป็นหนังอีกเรื่องที่ดีที่สุดในชีวิตของเจค ถ้าไม่นับหนังที่รางวัลการันตีแล้วอย่าง BrokeBlack Mountain การเล่นบทธรรมดาให้ดูธรรมดานี่มันยากนะ มันเหมือนกับการแสดงให้เหมือนไม่แสดงนั่นแหละ และ เจคทำได้ เราอยากมีแฟนเป็นตำรวจคนนี้ ฮือออออออ T_____T
 
ฟีน่า ผิดคาดจริงๆ เรารู้สึกอบอุ่นมากกับตัวละครของ ซาวาลา ซึ่งเป็นตัวละครที่ดีที่สุดในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นบทพูด หรือ แววตา ฟีน่าขาดด้วยน้ำเสียงและแววตา ดูจริงใจและหนักแน่น โดยไม่ต้องออกแอคชั่นอะไรมาก
 
กระทั่งบทพูดหล่อๆของทั้งคู่ ที่เขาใจว่าคงตั้งใจหล่อนั่นแหละ แต่มันดูทรงพลังและยิ่งใหญ่จริงๆสำหรับบทพูดธรรมดาๆ
 
 
บทพูดหล่อๆแบบในหนังทหาร ตำรวจเรื่องอื่นๆ เห็นชัดๆก็อย่างเช่น Black Hawk Down ที่ประมาณว่า "เราไม่รู้ว่าเราทำไปเพื่ออะไร แต่เรารู้แค่ว่าเราต้องทำ"
บทพูดทำนองนี้เราได้เห็นได้ฟังก็รู้สึกทันทีว่า แม่มโคตรหล่อ อย่างเท่
ขณะที่บทพูดธรรมดาใน End Of Watch กลับดูธรรมดาอย่างเหลือเชื่อ แต่ทรงพลังพอๆกับบทพูดสุดวิจิตรแบบใน Black Hawk Down
 
End Of Watch จึงสนองนี้ดคอหนังประเภทบทพูดหล่อๆ ขณะที่ตลกแบบน้ำตาจะไหลไปพร้อมๆกัน (คือเราขำเยอะมาก แต่ครั้งนี้ได้หัดหัวเราะแบบ ฮุๆฮิๆ เงียบๆ แล้วจะได้ไม่รบกวนคนอื่นในโรง)
 
เ้พื่อนอีกคนไปดูด้วย เราเลยเตือนไว้ก่อนว่า Hand Held บ้าพลังเลยนะ ระวังไม่หนุกนะ ระวังอ้วกนะ แต่พอไปดูเข้าจริง
เอ้ยยยยยยยยยยยยยย นี่เป็นหนัง Hand Held ที่ตัดต่อเนี้ยบบบบบมากนะ คือเราไม่มึนไม่ปวดหัวอะไรเลย (กระทั่ง Chronicle ที่เราโคตรชอบมุมกล้อง ยังแอบเวียนนิดๆนะ) เพื่อนเราก็เหมือนกัน เราว่าเป็นหนัง Hand Held + Found Footage อีักเรื่องที่ดูง่ายมาก
 
สุดท้าย แปลไทยของคุณ ธนัชชา ที่ฉายในโรงเครือเมเจอร์ แปลได้ไพเราะเหมาะสมมากค่ะ ลดเลเวลความหยาบของหนังลงมาได้เยอะม๊ากกกกกกกกกกมหาศาล คือหนัง F-word ทั้งเรื่อง แต่คุณธนัชชาเลือกคำที่ไม่หยาบเกินไปขณะเดียวกับที่ฟังดูไม่หน่อมแหน่มเกินไปมาใช่ได้เหมาะสมดี
(คือฟังภาษาอังกฤษอย่างเดียว คือ ก๊ากแตกมาก หนังเถื่อนมาก แสลงก็ฮามาก 555555)
 
ยาวเกิน ขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้จ้ะ :)
 
 
ขอขอบคุณ

ข้อมูลบางส่วนเรียบเรียงจาก

Comment

Comment:

Tweet

David Ayer ทำหนังตำรวจเก่งมาก
อย่าง Street Kings ผมก็ชอบนะ Training Day อีก big smile

#2 By keaaaa on 2012-10-15 00:00

เมื่อกี้แวบไปดู trailer ใน youtube มา
ชอบหนังบู้แอ็คชั่น ยิงกระจาย
ไว้จะหามาดู
สอง ฮ่าๆๆ
big smile big smile big smile Hot! Hot! Hot!

#1 By Nirankas on 2012-10-03 07:21

Recommend