poprock View my profile

 
 
 
วันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมาเป็นวันที่กระตุกต่อมคนดูหนังกันพอสมควร เพราะบรรดาหนังที่โปรโมตกันมาปีแสงหลายๆเรื่องพากันเข้าฉาย
 
แต่ที่รอมานานชาติเลยคือ Looper และ The Perk of Being A Wallflower
 
เนื่องด้วยเป็นแฟน JGL แบบหลงหัวทิ่มหัวตำ Rian Johnson เขียน Looper มาเพื่อจงใจปั้นเด็กกันซะอย่างนี้จะพลาดได้เยี่ยงไร
แทบนั่งนับวันรอเลยทีเดียวเทียวว
 
เหตุผลที่อยากดู Perk of being a Wallflower
หนึ่ง..คือ เอมม่า วัตสัน
สอง.. โลแกน เลอแมน
สาม.. หนังสร้างจากวรรณกรรมเยาวชนอันโด่งดัง (Uncredit เอซร่าไปซะอย่างนั้น ฮ่าฮ่า)
 
ARGO คือหนังที่อยากดูเป็นลำดับสุดท้ายเพราะบังเอิญได้ดูตัวอย่างแล้วรู้ว่า "Base on Real Event" อีกละจ้า
ชอบแนวๆนี้อยู่แล้ว เลยเก็บไว้ในใจเป็นเรื่องสุดท้าย ไปๆมาๆกลับได้ดู ARGO เป็นเรื่องแรก...
 
หนัง 3 รส 3 แนวเลย คงได้อ่านรีวิวคนอื่นกันไปบ้างแล้ว แต่เผื่อๆไว้ใครสนใจลองมาเทียบกันดูนะ!
 
**หมายเหตุ**
 
ภาษาอาจเขียนแล้วอ่านเข้าใจยากนิดนึง เพราะนึกได้แล้วเขียนเลยอาจจะไม่ได้เรียบเรียงอะไรใหม่
ไม่เข้าใจตรงไหน ขออภัยมา ณ ทีนี้
(ดู ARGO วันที่ 11 ดู PERK กับ LOOPER วันที่ 18)
 
 
..................................
 
 
 
 
ARGO
 
ทันทีที่ดูจบก็ต้องรีบแจ้นไปหาข้อมูลมาประดับสมองสักหน่อย ตามไปจนเจอบทความที่ เบน เอฟเฟลคบอกว่า "เห็นบทความจาก WIRED แล้วน่าสนใจมาก เลยหยิบมาทำหนังซะเลย" อันนั้นจึงได้รู้ว่า
 
เหมือนบทความเป๊ะเกือบทุกกระเบียดนิ้วเลยนะเนี่ยยยย!
 
เรื่องย่อสั้นๆคือ CIA มือฉมังได้รับภารกิจให้ไปช่วยตัวประกันอเมริกัน 6 คนจากกรุงเตหรานที่บ้านเมืองกำลังร้อนรุ่มด้วยเหตุประท้วงรัฐบาลอเมริกา และแผนที่ CIA เลือกใช้คือการ "สร้างกองถ่ายหนังเก๊!" ในอิหร่าน นั่นเอง..
 
ด้วยความที่มีข้อจำกัดตรงที่สร้างจากเหตุการณ์จริง ทางผู้สร้างจึงไม่ปรับแต่งอะไรมากนัก (จากที่อ่านบทความต้นฉบับเทียบแล้ว) แม้หลายคนจะบอกว่า หนังยังคง "โปร" อเมริกาอยู่ดี (มีเนื้อหาการนำเสนอเชิงเข้าข้างรัฐบาลอเมริกา) แต่ก็ชี้ให้เห็นจุดแย่ๆหลายอย่างของรัฐบาลอเมริกันต่อเหตุการณ์นี้
 
หนังดีตรงที่มีการเท้าความถึงมูลเหตุของเหตุประท้วงก่อนค่อนข้างเยอะ และได้ความรู้ มีภาพเหตุการณ์จริงประกอบ ยิ่งทำให้เราอินตั้งแต่ตัวหนังจริงๆยังไม่เริ่ม
 
พอตัดเข้าส่วนที่เป็นหนังจริงๆต่อได้พอดิบพอดีกับเนื้อหาจริงที่ปูมา ช่วงแรก (หนัง Base On Real Event บางเรื่องไม่ท้าวความอะไรเลย ดูไปงงไป) หนังมีลำดับการเล่าเรื่องที่ดีและสมจริง แต่ยอมรับว่ามีฉากน่าง่วงอยู่หลายฉาก แต่ฉากไหนที่ลุ้นก็ลุ้นซะจนจิกเก้าอี้ มือเกร็งกันเลยทีเดียว
 
การนำเสนอฉากระทึกใจของ เบน เอฟเฟลค ที่รับบทนำและเป็นผู้กำกับไปพร้อมๆกัน ทำได้น่าประทับใจมาก หรือาจเพราะเราเริ่มเอียนกับฉากบู๊ไล่ล่า ลุ้นระทึกใจสุดโฉ่งฉ่างของฮอลลีวูดแล้ว พอมาเจอฉากลุ้นระทึกแบบเรียบๆของ เบน เข้าไปเลยประทับใจอย่างบอกไม่ถูก
 
ชอบอะไรหลายอย่างมากๆใน ARGO ตั้งแต่ พร็อพประกอบฉากที่ทำย้อนยุคไปในช่วงปี 80's ได้เนียนซะ!
ภาพที่ Grain ระเบิดระเบ้อ! (จุดบนภาพ ที่ทำให้ออกมาเหมือนฟิล์มเก่าๆ)
เคยเห็นหนังเรื่องอื่น ย้อมเก่า หรือ จงใจทำภาพเก่ามาหลายเรื่อง แต่ชอบ ARGO ตรงที่มันเหมือนของจริงมาก!
และกับการที่ผู้กำกับแทบจะไม่ใส่มุมแบบ "ภาพเหตุการณ์จริงนะจ๊ะ" มาเลย แทบจะไม่มีมุมพิศดารแบบจงใจ แต่หนังก็ทำให้เรารู้สึกว่า เหมือนอยู่ในเหตุการณ์จริงๆเลยเว้ย เนื่องจากบทพูดและการแสดงของนักแสดงที่ไม่เยอะไป และก็ไม่น้อยไป อยู่กลางๆพอดิบพอดี..
 
โดวยรวม ถือว่าประทับใจมากๆ สำหรับ ARGO เป็นหนังที่ทำให้เราต่อยอดอะไรได้หลายอย่าง นานๆทีจะได้ดูหนังที่สร้างจากเหตุการณ์จริงแล้วรู้สึกอินได้ขนาดนี้ ...
 
8.5/10
 
 
 
 
 
 
 
THE PERK OF BEING A WALLFLOWER
 
โลแกน .. ดังมานิดหน่อยตอนไปเล่นเป็นเพอร์ซี่ ... แต่คนมาให้เครดิตโลแกนตอนที่รับบทใน Three Musketeer
เอมม่า .. เนื้อหอมฟุ้งมาแต่ไหนแต่ไร พอเอมม่าจะมาเล่นหนังวัยรุ่น และยังรับบทนำ คนยิ่งสนใจมากเป็นธรรมดา
เอซร่า .. ดังแบบเงียบๆจากบท "ไอ้ห่ะเควิน"
 
เป็นหนังที่มีรายละเอียดเยอะมาก.. ใครที่อยู่ในช่วงวัย 20-30 เมื่อได้ดูหนังเรื่องนี้แล้วอาจหลั่งน้ำตาออกมาไม่รู้ตัว อาจถึงขั้นฟูมฟายก็เป็นได้ (อย่างคนเขียนเป็นต้น)
 
อะไรคือสิ่งที่บิ้วด์ให้ TPOBW (THE PERK OF BEING A WALLFLOWER) กลายเป็นหนังเรียกน้ำตา..
อันที่จริงแล้วมันแทบไม่มีฉากเรียกน้ำตาเลยสักนิดเดียว
มันเป็นหนังวัยรุ่น ที่เล่าเรื่องธรรมดาๆของตัวเอง
แต่มันก็ช่าง งดงามเหลือเกิน...
 
TPOBW ทำให้เราคิดถึงยุคที่คนเรายังเขียนจดหมายคุยกัน
เรามีดินสอไม้ ที่ต้องใช้กบเหลา เราเขียนจดหมายหาเพื่อนต่างโรงเรียนเพื่อแนะนำตัวเอง..
บางคนมีเพื่อนทางจดหมายที่เอาไว้เขียนจดหมายหากัน ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ โดยที่ไม่เคยพบตัวจริงกัน
ซึ่งนั่นเองเป็นความสุข ตรงที่มีใครสักคนให้คุยด้วย...
บางครั้ง เพื่อนคุยเพียงคนเดียว ก็มากเกินพอ
 
สำหรับคนไม่มีเพื่อนแบบ "ชาลี" มิตรภาพจึงเป็นสิ่งที่มีค่ากว่าอะไรทั้งสิ้น
 
หนังมีฟอร์มเดียวกับหนังวัยรุ่นฮอลลีวู้ดเป๊ะ
 
ชีวิตน่าเบื่อของใครสักคน .. บังเอิญได้เข้ากลุ่มแก๊งคนดัง เริ่มมีสังคม ดราม่า ทะเลาะกัน ปรับความเข้าใจโดยง่าย จบแฮปปี้เอนดิ้ง ด้วยฉากสวยงามพระเอกจูบนางเอก หรือ แม้แต่การไปเข้ามหาวิทยาลัย..
 
แต่น่าแปลกตรงที่.. TPOBW กลับทำให้หนังวัยรุ่นที่มีพลอตแบบเดียวกับข้างต้น เปลี่ยนเป็นหนังคนละม้วน
 
เพราะ เป็นหนังที่สร้างจากวรรณกรรม และ คนเขียนก็มากำกับเอง หนังเลยมีความละมุนละไมมากกว่าหนังจากวรรณกรรมเรื่องอื่นๆ สิ่งที่โดดเด่นอย่างมากในหนังเรื่องนี้คือ "เพลงยุค 80's" ที่ขนกันมาแบบจัดเต็ม ใครเกิดทันรับรองยิ้มไม่หุบแน่นอน
 
ชอบคำวิจารณ์หนึ่งที่บอกว่า "Soundtrack ของ The Perks Of Wallflower คือจดหมายรักที่เขียนออกมาในรูปแบบของเพลงที่เรียงต่อกัน"
ซึ่งเป็นคำอธิบายหนังอย่างย่อได้เลยทีเดียว
 
โดยรวมแล้ว TPOBW เป็นหนังวัยรุุ่นที่ดูยากอีกเรื่องหนึ่ง เพราะเต็มไปด้วยรายละเอียดเล็กๆน้อยๆมากมาย
ขณะที่หนังวัยรุ่นทั่วๆไปตัวละครอาจค้นพบตัวตน แต่สำหรับในหนังเรื่องนี้ตัวละครกลับต้อง "วิเคราะห์ตัวตน"
 
ครึ่ง แรกของหนังต้องปรบมือให้กับ Ezra ดังๆ และรู้สึกดีใจแทน Ezra ถือว่าเป็นดาราวัยรุ่นหน้าใหม่ของวงการที่ได้รับแต่บทดีๆ แบบที่ดาราวัยรุ่นคนอื่นกว่าจะได้เล่นบทแบบนี้ คงต้องปั้นตัวเองให้ดังอยู่นาน จนกล้าพอจะพลิกบทมาเล่นบทหินๆแล้วพูดออกสื่อว่า "ท้าทายมากๆครับ"
 
แต่ Ezra กลับเล่นบทเด็กวัยรุ่นที่ "ซับซ้อน" ได้เหมือนปอกกล้วยเข้าปาก
 
ทีแรกรู้สึกว่าคนที่เจ๋งที่สุดในเรื่องคงเป็น Ezra แต่เมื่อดูถึงตอนจบแล้ว คนที่เจ๋งที่สุดกลับเป็น โลแกน ...
 
เรา เห็นการเติบโตของเอมม่า วัตสันมาตลอดเกือบ 10 ที่เธอรับบทเป็นเฮอร์ไมโอนี่ ... เราได้เห็นพัฒนาการทางการแสดงของเธอในทุกๆปี แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ไม่เคยได้รับบทประเภทอื่นๆเลย นอกจากบทที่พัฒนาไปตามช่วงวัยมาตลอดเกือบ 10 ปี
 
ใน TPOBW จึงทำให้เรารู้สึกว่า เอมม่ายังไม่ใช่ดาราที่โดดเด่น บทของแซมสามารถสลัดภาพแม่มดน้อยออกไปได้หมดจด แต่หลังหมดภาพแม่มดน้อยแล้ว เธอกลับกลายเป็นเด็กสาวธรรมดา ที่มีการแสดงที่ธรรมดา นั่นเองจึงทำให้การแสดงของโลแกนโดดเด่นมาก
 
โลแกน เป็นดาราเด็ก (หากใครจำได้ใน Butterfly Effect ภาคแรก โลแกนแสดงเป็นแอชตัน คุชเชอร์ตอนเด็ก) ที่ขลุกอยู่ในวงการมานาน จนมาทำให้คนจำได้อีกทีตอน Percy Jackson กับภาพของเด็กหนุ่มหล่อเฟี้ยว .. ต่อด้วยเกรียนติดเกมส์ใน GAMER และ ทหารหนุ่มน้อยที่มุทะลุใน Three Musketeer
 
เมื่อโลแกนมารับบทที่ดูเหมือนจะเครียดๆใน TPOBW จึงไม่ได้คาดหวังอะไรนอกจากการดูหนังวัยรุ่นน่ารักๆอีกเรื่อง
 
โล แกนตีบท ชาลี ได้แตกกระจุย (Ezra ก็ตีบทแพทริคแตกกระจุย) นอกเหนือจากบทวัยรุ่นขี้อายแล้ว บทที่ต้องวิเคราะห์ ทบทวน จนกระทั่งถึงขั้น FREAK โลแกนทำได้สุดทุกทาง INFINITE..
 
ฉาก ที่เราเห็นแล้วน้ำตาซึมคือฉากแรกของเรื่อง (หนังบิวด์เราติดเร็วมาก) คือฉากเขียนจดหมาย ที่โลแกนจับดินสอนั่นแหละ ฉากนั้นสื่อความนับได้นับล้าน..
 
และอีกหลายๆฉาก ทั้งฉากพีคๆในโรงอาหารของ แพทริค (ฉากนั้นเรามือสั่นเลย)
 
ฉะนั้น แม้ใครจะคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุด และเป็นจุดเด่นที่สุดของหนัง คือการที่หนังมีประโยคเด็ดๆตามประสาวัยรุ่น วัยรักมากมาย แต่เรากลับคิดว่าสิ่งที่เจ๋งที่สุดของหนัง คือ "ภาพ" โดยรวมต่างหาก ฉากแต่ละฉากสื่อและตีความได้เยอะมาก
 
เป็นหนังวัย รุ่นอีกเรื่องที่ชอบมากๆ มันไม่ใช่หนังวัยรุ่นธรรมดาเลยสักนิดเดียว มันคือหนังวัยรุ่น "สุดพิเศษ" อีกเรื่อง ที่ดูแล้วไม่แค่ประทับใจและซาบซึ้ง แต่คุณอาจจะได้กลับมาตั้งคำถามกับชีวิตตัวเองใหม่อีกรอบด้วย ...
"ตอนนั้น ฉันทำอะไรอยู่นะ...."
 
8.0/10
 
 
 
 
 
 
 
 
LOOPER
 
หนัง ที่เฝ้ารอคอยมาแสนนาน ตั้งแต่ตอนที่ทีมงานปล่อยภาพ "เครื่องย้อนเวลา" ใน LOOPER มาแบบไม่ให้ข้อมูลอะไรนัก รู้แค่ว่า JGL รับบทนำคู่กับ Bruce Willis จนมาได้รู้ว่าพลอตเป็นอย่างไร ยิงอดใจแทบไม่ไหว
 
นัก ฆ่าคนหนึ่งทำงานเป็น LOOPER ฆ่าเหยื่อที่ถูกส่งมาจากโลกอนาคต แต่แล้ววันหนึ่ง อยู่ดีๆตัวของเขาเองในโลกอนาคตก็ถูกส่งกลับมาให้เขาฆ่า...
 
หลังจากดูจบบแบบ .. ติด STUN เล็กน้อย ความรู้สึกแรกคือ "ผิดหวัง"
นั่นเองคือข้อเสียของหนังที่เรา "คาดหวัง" ไว้มากเกินไป อาจเพราะคงคงคาดเดาเรื่องในอีกแง่มุมหนึ่ง
แต่พอพบว่าหนังจริงๆกลับเล่าเรื่องอีกแบบหนึ่งทำให้เรารู้สึกงุนงง
 
ตัวอย่างภาพยนต์ LOOPER ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างภาพยนต์ที่ "สับขาหลอก" ได้ดีมาก
มันไม่เชิงว่าเป็นการหลอกคนดูให้เข้าไปดู แต่เราขอเรียกว่ามันเป็นการ "SURPRISE" คนดู
ด้วยพลอตเรื่องที่ไม่เคยเปิดเผยมากกว่า
 
ฉากที่เห็นในตัวอย่าง เป็นเพียงเรื่องที่ผิวเผินสุดๆๆ ของตัวหนังจริงๆ
นับถือ RIAN JOHNSON ที่คิดพลอตล้ำๆแบบนี้ได้ ทั้งที่อันที่จริงมันตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ง่ายมาก
แต่กลับไม่มีใครคิดเอามาทำเป็นหนังกัน
 
มากกว่าการเป็นหนัง SCI-FI ที่มีดีมากกว่าทำภารกิจ และติดตามตัวละครไปเรื่อยๆ
คนดูยังต้องมานั่งคิดทบทวนด้วยว่า เมื่อเกิดสิ่งนี้แล้ว ต่อไป "ควรจะ" เกิดสิ่งนี้ หรืออันที่จริง มัน "ควรเป็น" อีกแบบกันแน่
นั่นคือเป็น SCI-FI ที่ทำให้เราต้องคิดตามตลอดเวลา มากกว่าเสพย์เอาแต่ความมันอย่างเดียว
 
LOOPER เป็นหนัง SCI-FI ที่ทำให้เราอยากผิดมารยาทในโรงหนังด้วยการถามคนข้างๆว่า "อ้าวแล้วทำไมอยู่ดีๆมันเป็นแบบนี้" "แล้วไอ้นั้นล่ะ" "แล้วไอ้นี่ล่ะ?" บลาๆๆๆ
กล่าวคือ หนังเต็มไปด้วยความสับสน และชวนให้สงสัยตลอดเวลา
พอหนังจบเราdลับรู้สึกว่า หนังเต็มไปด้วย GIMMICK เจ๋งๆเยอะมาก เกลื่อนกลาดเลยทีเดียว
แต่ GIMMICK ก็เป็นได้แค่ GIMMICK จริงๆ เพราะมันแทบจะไม่ช่วยส่งเสริมให้พลอตดู "หนักแน่น" ขึ้นเลย
 
 
อันนี้ไม่เกี่ยวกับตัวหนังนัก เป็นเรื่องความรู้สึกส่วนตัวของเรา
สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกผิดหวังจริงๆคือ Josept Gordon Levitt กับบท "โจ" มันเป็นอะไรที่ "ขัดตา" มาก
การก่อนหน้านี้ JGL ได้รับแต่บทนุ่มนิ่ม สำอางค์ มาอาจทำให้เราติดภาพนั้นๆมา เมื่อได้เห็นบทแอ็คชั่นแบบนี้
เลยรู้สึกขัดแย้ง นั่นก็ส่วนหนึ่ง
 
แต่ที่เราเห็นชัดเจนมาก คือ JGL แสดงเหมือน "กำลังแสดง"
ก่อน หน้านี้ในหลายๆบท JGL แสดงเหมือนรู้สึกว่า นั่นคือตัวเขาจริงๆ ขณะที่บทของ "โจ" JGL กลับแสดงเหมือนกับว่า "เขากำลังแสดงเป็นโจ" มันดูเฟคมาก ทั้งที่บท "โจ" ไรอัน จอห์นสันเขียนขึ้นโดยอิงจากคาแรคเตอร์จริงๆของ JGL แท้ๆ ยิ่งกลับทำให้เรารู้สึกว่า "เอ๊ะ ทำไมยิ่งแสดงยิ่งขัดๆตา"
 
หาก ใครเป็นแฟนคลับคงพอจะทราบว่า JGL ไม่ใช่หนุ่มแสนดี หรือ ดาราฮอลลีวู้ดธรรมดาเลย BIOSCOPE เคยลงบทความที่บอกว่า Hollywood กำลังเห่อ JGL เพราะเขาเกิดจาก INDY และกลายเป็นตัวเลือกที่แตกต่างที่ฮอลลีวู้ดไม่ค่อยพบ ซึ่งตัว JGL จริงๆเองก็ "ห่าม" พอกัน
 
บทของ โจ จึงมีความคล้ายตัวเขาเองตรงที่ เป็นวัยคะนอง คิดเร็วทำเร็ว และไม่ค่อยจะแคร์ใครเท่าไร
(โจ เคยให้สัมภาษณ์ถึงบรรดาผู้กำกับคนอื่นที่ชอบใช้ข้ออ้างสารพัดในการเลือกทำ หนังพลอตห่วยแต่ได้เงินมากกว่า พลอตดีแต่ไม่มีเงิน ว่า คุณรู้จัก คริสโตเฟอร์ โนแลนด์มั้ย ทำไมเขาถึงทำหนังพลอตเจ๋งๆแล้วได้เงินล่ะ? ว่ากันว่า โจ เทิดทูนโนแลนมาก)
 
หนังอาจขัดความ รู้สึกเราตั้งแต่แรกตรงที่ เขียนบทจากคาแรคเตอร์ของโจ แต่กลับทำให้เขากลายเป็น Bruce Willis .. ด้วยการแต่งหน้าให้คล้าย Bruce ทำให้โจกลายเป็นต้องแอ็คเป็น Bruce ไปเสียอย่างนั้น นี่คงเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ใช้คำว่า "รุ่นใหญ่" ได้ ...
 
การจับ โจ มาเจอบรูซ เราว่าไม่ได้ส่งเสริมโจเลย เกือบจะดับเอาอยู่รอมร่อ บรูซมาแค่ไม่กี่ฉาก แต่การแสดงของบรูซทำให้เรารู้สึกว่า "เออ นั่นแหละ โจตอนแก่" ขณะที่การแสดงของ JGL ทำให้เรารู้สึกว่า "ใครสักคนที่พยายามจะเป็นโจตอนหนุ่ม"
 
สรุปคือ หนังก็เจ๋งพอตัวค่ะ แต่เราไม่ค่อยประทับใจกับรายละเอียดที่ไม่ลงตัวหลายอย่าง รวมถึงบทนักแสดงนำอย่าง JGL ที่เราว่ากลายเป็นบทด้อยๆของ JGL ไปเลย
 
7.0/10
 
 
...
 
จบแล้วจ้า รวมๆแล้วแบบที่ดูแล้ว ปึ้ก กระแทกใจทันทีเลยคือ ARGO
หนังเป็นเรื่องของรสนิยมจริงๆนะ ใครดูสนุก หรือ ไม่สนุก ล้วนไม่มีใครผิดเลย
ดูหนังให้สนุกนะจ๊ะ

Comment

Comment:

Tweet

รีวิวเยียมเลยคะ ^^

#5 By PungJor on 2012-10-27 00:25

อ่าน TPOBW โดยเฉพาะ
ต้องจัด!

#4 By iamdozenist on 2012-10-22 22:23

เป็นรีวิวที่อ่านแล้วได้อะไรสุดๆเลยค่ะ
ถึงจะอ่านแค่ TPOBW > <
อยากดูเรื่องนี้มาก แต่โนไอเดียว่าเป็นแนวไหน เห็นขื่อเรื่องพอเข้าใจ แต่ยังไม่เกทธีม lol
แต่อ่านรีวิวนี้แล้วเข้าใจเลยค่ะ
อยากดูมาก
อยากได้หนังสือด้วย วันก่อนไปดูที่เอเชียบุ๊ด เล่มเล็กๆ แต่ราคาเหลือร้ายทีเดียว ตอนแรกว่าจะไม่ซื้อแล้ว แต่เพราะรีวิวจริงๆ ทำให้อยากซื้อมาเก็บไว้ เผื่อกรณีที่ดูหนังไม่เข้าใจค่ะ ฮา
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#3 By [chibi] Fairy ~* on 2012-10-19 16:11

มาอ่านรีวิว TPOBW โดยเฉพาะเลยค่ะ
ตอนแรกยังไม่รู้อะไรมากเกี่ยวกับเรื่องนี้
รู้แค่ว่าเอมม่าแสดง เลยทำให้อยากดู
แต่พอมาอ่านรีวิวแล้วยิ่งอยากดูเข้าไปใหญ่เลย
จขบ.รีวิวได้เห็นภาพมากจนไม่อยากพลาดเรื่องนี้เลย
ที่ชอบมากก็คือ ให้ผู้เขียนมากำกับหนังเองนี่แหละ question
Hot! Hot! Hot!

#2 By galpper on 2012-10-19 12:06

Hot! Hot! อยากดู Looper หุหุbig smile

#1 By ผ้าใบลุยสวน on 2012-10-18 19:20

Recommend