poprock View my profile


- ไม่มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญ -
 
 
 
ตอนที่ David Mittchell เขียน Cloud Atlas เขาไม่คิดว่าจะมีใคร "สามารถเอาหนังสือเล่มนี้ไปทำเป็นหนัง" ได้และเขาก็ยังคงเถียงหัวชนฝาตอนที่หนังสือได้รางวัล และมีคนสนใจหยิบมันมาทำเป็นหนัง
"ผมคิดไม่ออกเลย ว่าคุณจะทำมันเป็นหนังได้ยังไง"
 
จนกระทั่งเหลือเพียงลูกตื๊อของ 2 พี่น้องตระกูล Wachocski ทั้ง Lana และ Andy ผู้ถนัดการทำเรื่องยากให้กลายเป็นเรื่องยาก(กว่าเก่า) และยังหลงรักหนังสือเล่มนี้จนถอนตัวไม่ขึ้น กระทั่ง David ใจอ่อนยอมตกล่องปล่องชิ้น ปล่อยให้ Cloud Atlas ถูกสร้างเป็นภาพยนต์ในที่สุด
 
 
วันหนึ่งขณะทีศาสตราจารย์ John Ronald Reuel Tolkien กำลังจะเตรียมตัวสอนหนังสือในชั้นเรียนช่วงบ่าย ขณะที่เขากำลังเก็บรวบรวมผลงานนักศึกษา อยู่ดีๆก็มีคำคำหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว เขาเขียนคำคำนั้นลงบนขอบบนกระดาษ เป็นคำสั้นๆที่ไม่มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ นั่นคือคำว่า "Hobbit" ภาพของเผ่าพันธ์คล้ายมนุษย์ตัวเล็กๆ ผุดขึ้นในหัว พวกเขาตัวไม่สูงใหญ่ เท้าใหญ่โต มีขนปุกปุยที่เท้า และพวกเขาอาศัยอยู่ในกระท่อมที่ฝั่งตัวอยู่ในเนินเตี้ยๆ... ก่อนจะนำมาสู่ ภาพยนต์ไตรภาคที่กลายเป็นตำนานหนังสงครามช่วงชิงแหวน ที่ครองใจผู้คนทั่วโลกอย่าง The Lord Of The Ring..
 
 
Yann Martel เริ่มต้นชีวิตนักเขียนตอนอายุ 27 เขาไม่ใช่นักเขียนชื่อดัง นิยาย 2 เล่มแรกของเขา ถูกวางในชั้นลึกๆ ซึ่งในที่สุดคนก็ลืม เขาเกิดอยากเขียนนิยายเกี่ยวกับประวัติศาสตร์โปรตุเกส และเมื่อได้ทุนจากสถาบัันนักเขียน เขาเดินทางไปหาบรรยากาศดีๆในอินเดีย เพื่อเขียนเรื่อง และเรื่องราวและผู้คนที่นั่น ก็เปลี่ยนแปลงชีวิตเขาไปตลอดกาล เมื่อเขาได้พบกับตัวละครที่มีชื่อว่า Piscine Molitor Patel ผู้เปลี่ยนนักเขียนโนเนม ให้กลายเป็นนักเขียนชื่อก้องโลกในชั่วข้ามคืน...
 
 
 
 
...
 
 
 
 
Cloud atlas / 2004 / 2012
 
ไม่มี่ใครเชื่อว่าพวกเขาจะเอาหนังสือเล่มนั้นมาทำเป็นหนังได้ ฉบับหนังสือนั้น เล่าเรื่องราวที่ไม่ประติดประต่อ และตัดสลับไปมาตลอดเวลา ในภาควรรณกรรมลีลาการเขียนเช่นนั้นถือว่าไม่แปลกอะไรนัก แต่การที่จะเอามันมาทำเป็นหนังนั้น แทบเป็นไปไม่ได้ ... แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีโอกาสเสียทีเดียว
 
ลานา วาชอฟสกี , แอนดี้ วาชอฟสกี้ และ ทอม ไทก์เวอร์ ผู้เคยผ่านความท้าทายของการเล่าเรื่องนอกเหนือระบบคิดของความจริงแท้มาแล้วกับ The Matrix Trilogy พบความท้าทายใหม่ในการทำ Cloud Atlas วรรณกรรมที่ร้อยเรียงเรื่องราวของ 6 ยุคสมัยผ่านตัวละครให้กลายเป็นเส้นเวลาเดียวกัน
 
การพัฒนาบทเป็นไปด้วยความยากลำบาก จะทำอย่างไรกับ การเกิดใหม่ ภพชาติ และ การเวียนว่ายตายเกิด ควรเลือกตัวละครใหม่หมดในแต่ละภพชาติ หรือ จะใช้ตัวละครเดิม และพึ่งพาเทคนิคการแต่งหน้า กระทั่งการเล่าเรื่อง ควรเล่าเรื่องแบบตัดสลับ ไม่ปะติดปะต่อ แบบในหนังสือ หรือเรียงเรื่องราวจากอดีต สู่อนาคต เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจได้ง่ายขึ้น ควรเลือกแบบไหน
 
โจทย์ยิ่งยาก การทำงานยิ่งท้าทาย
 
ที่สุด จึงได้ภาพยนต์ความยาวกว่า 3 ชั่วโมงที่ถูกใจคอหนังสือพอสมควร (และยังคงตามมาด้วยความเห็นแบบเดิมๆที่ว่า หนังสือสนุกกว่า ก็แน่ล่ะ!) และยังถูกจัดเข้ากลุ่มหนังสองทางเลือก "ถ้าชอบก็รักเลย ถ้าไม่ชอบก็เกลียดเลย"
 
Cload atlas แปลเป็นไทยว่า "เมฆาสัญจร" ในฉบับหนังสือ แต่มีอีกชื่อคือ "หยุดโลก ข้ามเวลา" ในฉบับภาพยนต์ ซึ่งต้องยอมรับว่าทั้งสองชื่อ  สื่อความหมายได้ตรงเนื้อหาทั้งคู่
 
เล่าเรื่องของ กลุ่มคนที่ชะตาเกี่ยวข้องผูกพันธ์กัน ทำให้พวกเขากลับมาพบกันในทุกชาติภพ  การกระทำในแต่ละภพชาติ ทักทอพวกเขาเข้าไว้ด้วยกัน จนต้องมาพบกันเพื่อชำระ ไ่ถ่ถอนสิ่งที่เคยทำไว้ โดยมีฉากหลังเป็นโลกในยุคล่าอนานิคม ไปจนถึง อนาคตที่เผ่าพันธ์มนุษย์สิ้นสูญ จนเกิดยุค "เกิดใหม่"
 
ด้วยความหนาของฉบับหนังสือ ทำให้หลายคนเห็นแล้วทดท้อ แต่คอหนังสือจำนวนมากที่ได้อ่านแล้วต่างยอมรับในความสุดยอดของการเล่าเรื่อง ของ เดวิด มิตเชลล์ ที่แม้การตัดสลับเรื่องราวไปมา อาจทำให้สับสนอยู่บ้าง แต่ในท้ายที่สุดแล้ว การตัดสลับเป็นเพียงอุปสรรค์เล็กๆไปเลย เมื่อเทียบกับ ปรัชญา และความเชื่อทางจิตวิญญาณที่แฝงอยู่ในเนื้อเรื่อง..
 
 
หนังไม่ประสบความสำเร็จด้านรายได้ในอเมริกา นั่นทำให้นอกประเทศก็ไม่กระเตื้องตามไปด้วย มีคนตั้งข้อสังเกตุว่า หนังเกี่ยวพันธ์กับความเชื่อทางศาสนาพุทธ เรื่องภพชาติ และการเวียนว่ายตายเกิด ทำให้ผู้คนที่นับถือศาสนาอื่นไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมกับหนังเท่าไรนัก และอีกส่วนหนึ่งคือ เป็นหนังที่ "ชวนงง" อีกเรื่อง (เพราะการเล่าเรื่องแบบตัดสลับ) แต่หากพิจรณาดีๆแล้ว เป็นหนังที่ดัดแปลงจากหนังสือได้ดีมากๆอีกเรื่องหนึ่ง แทบไม่มีประเด็นอะไรตกหล่น แต่ดูเหมือน ไม่ค่อยเข้าตาเข้าใจผู้ชมทั่วไปเท่าไรนัก เพราะหนังก็ไม่ได้บันเทิงเท่าที่ควร และยังไม่ได้อธิบายอะไรมากนัก (นี่ขนาดไม่ได้อธิบายอะไรก็ล่อเข้าไป 3 ชั่วโมงแล้ว)
 
และโจทย์ของ Cloud Atlas นั้นก็ยากมาก เพราะไม่สามารถแบ่งออกเป็นหลายภาคได้ (แบบที่เคยคิดว่าจะทำให้ตอนพัฒนาบทร่างแรกๆ) เพราะจะขาดความต่อเนื่อง พาลให้หนังดูไม่รู้เรื่องขึ้นไปอีก หนังเลยเลือกการใช้การสื่อสัญลักษณ์ต่างๆในหนัง เช่น "ดาวตก" บนตัวละครมาเป็น "กุญแจ" ให้คนดูจับจุดได้ง่ายขึ้นและการตัดสลับเล่าเรื่องอย่างรวดเร็ว
รวมถึงการเริ่มต้นด้วยยุคสุดท้ายของหนัง แล้วไล่จากอดีตมาจนถึงยุคสุดท้ายอีกครั้ง ทำให้หนังมี "เส้นเวลา" ชัดเจน
 
สำหรับคอหนังสือหนังอาจ "ดีพอ" แล้วแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนังยังทำได้ "ไม่ดีพอ" สำหรับคนดูทั่วไป อาจเพราะหนังเลือกที่จะใส่ตัวละครทุกตัวเข้ามาในหนังหมด (คิดว่าเมื่อหนังที่ถูกดัดแปลงเป็นบทภาพยนต์แล้วหากมีการตัดทอนรายละเอียด ตัวละครอื่นๆที่ไม่สำคัญนักออกก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายร้ายแรงอะไร) ทำให้เหล่าบรรดาตัวละคร มากมายหลายหลากประดังประเดเข้ามาในหนัง (นอกเหนือจากตัวละครหลัก) ที่อาจทำให้แฟนหนังสือกรี๊ดกร๊าดดีใจ แต่คนดูหนังทั่วไป อาจคิดว่ามันเยอะจนจำไม่ทัน ทำให้คนดูบางส่วนถอดใจไม่ดู
 
ส่วนหนึ่งเพราะหน้าหนังขายพลอตสุดบรรเจิดและฉากไซไฟสุดตระการตา เลยอาจพาให้หลายคนเข้าใจไปว่า นี่คงเป็นหนังไซไฟแห่งยุคอีกเรื่อง ซึ่งพอได้เข้าไปดูแล้วอาจผิดหวัง เพราะหนังเต็มไปด้วย ปรัชญา ความเชื่อ และ การเล่าเรื่องแบบซับซ้อนวกวน ผิดกับหนังฟอร์มใหญ่เรื่องอื่นๆ จนพาลพาให้ต้องแสดงความเห็นออกมาดังๆว่า "หนังห่ะอะไรดูไม่รู้เรื่องเลย"
 
 
Cloud Atlas ในฉบับภาพยนต์จึงถือเป็น หนังทางเลือกบน Box office ที่ก้ำกึ่งอยู่ระหว่างความเป็นหนัง Block Buster เพราะอุดมไปด้วยดาราดังแถวหน้าของฮอลลีวูดและทุนสร้างมหาศาล กับหนังเชิงปรัชญาที่เสพย์ง่ายอีกเรื่องหนึ่ง เพราะฉบับภาพยนต์นั้นย่อยเรื่องดิบๆในหนังสือให้เคี้ยวง่าย กลืนสะดวกจนหมดแล้ว
 
ถือว่าไม่เสียดายที่ได้ดู
 
4.3/5
 
 
 
 
 
 
 
 
 
The Hobbit or There Back Again / 1937 / 2012
 
ตอนสมัยเรียนมัธยมต้น การที่จะซื้อหนังสือวรรณกรรมเล่มละ 200-300 ถือเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสและเกินเอื้อมสำหรับเด็กบ้านนอกแบบเรา แต่ถึงอย่างนั้น เด็กแบบเราก็ไปขวนขวายไปหามาอ่านจนได้
 
เมื่อนักเขียนสาวนาม J.K. Rowling ได้จุดประกายรักการอ่านให้กับเด็กๆทั่วโลก ด้วยการส่งเด็กแว่นหัวดำนาม "แฮรี่ พอตเตอร์" เข้ามาครองใจเด็กๆ จากที่ตอนพักเที่ยงเคยต้องไปวิ่งเล่นกับเพื่อนหน้าห้อง หรือต้องออกไปเดินเตรดเตร่ทั่วโรงเรียน เลยได้เห็นภาพการนั่งอ่านหนังสือวรรณกรรมเล่มโต และมีเพื่อนๆมุงรอออ่านต่อ.. การอ่านกวรรณกรรมเยาวชนกลายเป็นเรื่องยอดฮิต เพื่อนๆเอาหนังสือวรรณกรรมมาแชร์กันที่โรงเรียน นับเป็นช่วงเวลาการอ่านที่สนุกสนาน จนกระทั่ง หนังเรื่อง The Lord Of The Ring (2001) โด่งดัง ...
 
นั่นทำให้ฉันได้พบกับหนังสือเรื่อง The Lord Of The Ring วรรณกรรมที่ไม่ค่อยจะเข้าข่าย "เพื่อเยาวชน" สักเท่าไรนักในตอนนั้น มันเล่มหนากว่า วรรณกรรมเยาวชนเรื่องอื่นที่เคยอ่าน และพบว่า ภาษายังไม่ชวนอ่านอีกด้วย เพราะมันช่างดู อืดอาดยืดยาดเนิบนาบ เหลือเกินในตอนนั้น (และในตอนนี้ด้วย ฮ่าๆ)
 
กระทั่ง The Two towers (2002) เริ่มจะเข้าฉาย ก็ได้พบว่าเพื่อนคนหนึ่งกำลังอ่านหนังสือ "The Hobbit"
 
เมื่อถามคนที่อ่าน Hobbit ว่า "สนุกกว่า เดอะ ลอร์ด ไหม"
หลายๆครั้ง มักได้ยินคำตอบทำนองว่า "สนุกกว่ามาก"
ตอนนั้น เรื่องราวของ สม็อก และ บิลโบ กลายเป็นเรื่องตลก
เมื่อได้เห็นว่า ตัวละครบิลโบ ดู "ไม่เจ๋ง" เพียงใดใน The Lord Of The Ring และยิ่งไม่เข้าใจว่า
คนอย่าง บิลโบ แบ๊กกินส์ ยิ่งใหญ่ขนาดไหน ใครๆถึงรู้จักโฟรโด ในฐานะของ หลาน ของ "แบ๊กกินส์หัวขโมย"
ทั้ง 3 ภาคของ The Lord Of The Ring ชื่อของบิลโบ แบ๊กกินส์ จึงเป็นเพียง ตำแหน่งลอยๆ ไร้ความสลักสำคัญ..
 
กระทั่ง Peter Jackson คิดทำ Hobbit แม้โปรเจคจะอุปสรรคเยอะเหลือคณา แต่กระแสของหนังก็ไม่ได้ลดน้อยถอยลงไปเลย เพราะ TLOR สร้างฐานแฟนไว้เป็นจำนวนมหาศาล ทำให้หนังภาค "ประวัติความเป็นมาของ The Lord Of The Ring<