poprock View my profile

 
**บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์**
 
 
 
ก่อนอื่นต้องขอออกตัวเลยว่า หัวข้อนี้ยากมากสำหรับเรา
พอดูหนังแล้ว เลยพยายามมาหาข้อมูลอ่าน
เพราะไม่ได้มีพื้นฐานความรู้ด้านนี้มาก่อนเลย และ หาหนังสือมาอ้างอิงตามได้ยาก
อาศัยข้อมูลจากอินเตอร์เนตเป็นหลัก
เพราะฉะนั้น หากมี ข้อผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยแรงๆจริงๆ
เป็นความอยากเขียน อยากถ่ายทอดของเราล้วนๆ
หากมันมีข้อผิดพลาด รบกวนช่วยชี้แจงได้เลยนะคะ
 
....
 
ว่ากันว่าหนังที่เข้าชิงรางวัลออสการ์ในปี 2013 นั้นเต็มไปด้วยหนังเพื่อ "อเมริกันชน" อย่างแท้จริง
 
ทั้ง
"การตามล่าบินลาเดน ศัตรูหมายเลข 1 ของสหรัฐอเมริกา" (Zero Dark Thirty)
"การถูกกดขี่ของ ของทาสผิวดำในอเมริกาตอนใต้" (Django Unchained)
"การพยายามยกเลิกระบบทาสผิวดำ" (Lincoln)
"พายุใหญ่ที่ซัดเอาบ้านเมืองหายไปเป็นแทบ จนผู้คนต้องอยู่แบบไร้สิ่งอำนวยความสะดวก" (Beasts of the Southern Wild)
และ "ภารกิจช่วยเหลือตัวประกันในอิหร่าน" (Argo) ที่ภายหลังกลายเป็นหนังที่ถูกใจออสการ์มากที่สุด จนสามาถคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมไปครอง พร้อมกับเสียงก่นด่าจากประเทศคู่กรณี
 
สำหรับบทความนี้ ก็ขอพูดถึงประวัติศาสตร์อเมริกันอีกเรื่อง ที่สามารถคว้ารางวัลบทภาพยนต์ดั้งเดิมยอดเยี่ยมมาครองได้อย่าง Django Unchained
 
 
หัวข้อที่ตั้งใจไว้ว่าจะเขียนในตอนแรกคือ "... กว่าจะได้เลิกทาส ใน Django Unchained ถึง Lincoln ..."
 
เพราะหากว่ากันตามไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์จริงๆ หนังทั้ง 2 เรื่องแทบจะต่อกันแบบพอดิบพอดี เพราะ Django Unchained เกิดขึ้นในช่วงปี 1858 ก่อนเกิดสงครามกลางเมือง ระหว่าง สหรัฐเหนือ-ใต้เพียง 2 ปี และ สงครามที่ว่านั้นก็เกิดจาก ร่างกฏหมายการเลิกทาสของประธานาธิบดีลินคอล์นนั่นเอง
 
แต่การจะเขียนด้วยข้อมูลจำกัด เพื่อเชื่อมเรื่องราวทั้งสองเรื่องเข้าด้วยกัน คงเป็นงานที่ยากเกินไปสำหรับผู้เขียน เลยตัดสินใจพุ่งประเด็นไปที่ Django Unchained เพียงอย่างเดียว คงสามารถถ่ายทอดได้ง่ายกว่า
 
ในหนัง Lincoln ของ สปีลเบิร์กมี เนื้อหาเรื่องราวอยู่ในช่วงที่ ประธานาธิบดีลินคอล์นกำลังกรำศึกกับการพยายามผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ ที่ 13 อันว่าด้วยการเลิกทาส หรือไม่ให้มีการเปิดรัฐทาสขึ้นอีก จากที่แต่เดิมมีมากอยู่แล้ว ส่งผลให้ประชาชนในเมืองค้าทาสที่อยู่ในอเมริกาตอนใต้ เกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรง หากลินคอล์นยังยืนกรานในการสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญนี้ พวกเขาจะทำตัวเป็นปฏิปัก
นั่นเองทำให้เกิด "สมาพันธรัฐ" อันเกิดจากการรวมตัวของรัฐค้าทาสทั้ง 7 รัฐทางตอนใต้ ขึ้นมาต่อต้านรัฐบาล
 
เพราะว่าหากมีการ "เลิกทาส" จริง มันจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับธุรกิจทั้งหมดในรัฐทางใต้ ที่ปลูกไร่ฝ้ายขนาดใหญ่ มีการใช้แรงงานเป็นทาสผิวดำเกือบทั้งหมด
 
แต่กระนั้นแล้ว แม้ใน Lincoln ของ สปีลเบิร์ก จะมีฉากสงครามอยู่เนืองๆ แต่หนังก็ไม่ได้โฟกัสที่ไปเรื่องสงครามเท่าไรนัก แต่เป็นเรื่องราวของความรู้สึกนึกคิด และลักษณาตัวตนของลินคอล์นเสียมากกว่า
 
และนอกเหนือจากเรื่องราวของลินคอล์นแล้ว จะเห็นได้ว่า การต่อต้านการเลิกทาสในอเมริกานั้น มีความรุนแรงของปัญหาที่ยิ่งใหญ่พอจะกลายเป็นสงครามกลางเมือง สงครามที่คร่าชีวิตทหารชาติเดียวกัน
 
การค้าทาสผิวดำสำคัญกับ คนอเมริกันในยุคนั้น ขนาดไหน?
 
เรากำลังจะไปถึงเรื่องราวใน Django Unchained แล้วค่ะ แต่ขอเกริ่นไปยาวไกลกว่านั้นสักหน่อย ด้วยความสงสัยส่วนตัวของผู้เขียนเอง ว่า ทาสผิวดำในอเมริกานั้น มีจุดเริ่มต้นมาจากที่ใดกันแน่...
 
มันต้องย้อนไปถึงตอน โคลัมบัส พบ ทวีปอเมริกาเลยทีเดียว
 
โคลัมบัสอยากพิสูจน์ว่าตนเองเป็นนักเดินเรือที่เยี่ยมยอด ในเส้นทางการสำรวจแผ่นดินจีนและญี่ปุ่น โคลัมบัสเลือกใช้เส้นทางทางทิศตะวันตก ข้ามแอตแลนติก เพราะหวังว่าจะเป็นเส้นทางที่สั้นที่สุดที่จะไปยังเอเชียได้ แทนที่จะใช้เส้นทางทิศตะวันออก อ้อมทวีปแอฟฟริกาแบบที่นักเดินเรือคนอื่นๆนิยมกัน โคลัมบัสออกเดินทางด้วยความเชื่อว่าโลกกลม เขาจึงคิดว่าต้องการมากกว่า 1 เส้นทางแน่ๆในการเดินทางไปยังอินเดียเพื่อคืบต่อไปยังแผ่นดินจีน
 
โคลัมบัสไม่ได้คิดมาก่อนว่า การเดินทางมาถึงอินเดียทางทิศตะวันตกจะสั้นเพียงนี้ นั่นเพราะเขาไม่มีแผนที่โลกฉบับถูกมาตราส่วน จึงไม่ทราบมาก่อนว่า ดินแดนที่เข้าพบ และคิดว่าเป็น "อินเดีย" นั้น หาใช่อินเดียแบบที่คิด
 
สิ่งที่โคลัมบัส พบคือ "ทวีปอเมริกา"
 
(ผู้เขียนขอละเรื่อง ผู้ค้นพบทวีปอเมริกาที่แท้จริงที่ไม่ใช่โคลัมบัสไว้ เพราะกลัวออกนอกประเด็น)
 
ภายหลังจากโคลัมบัสค้นพบอเมริกาในปี 1492 ต่อมาก็ได้เข้าสู่ยุคล่าอาณานิคมของประเทศในแถบยุโรป  กัปตัน ฆวน ปองเซ เด เลอ-อง (Juan Ponce de Léon) จากสเปน ได้เดินทางออกตามหา "น้ำพุแห่งความเยาว์วัย" (Fountain Of Youth) ตามตำนานที่ว่าดื่มแล้วจะได้เป็นอมตะ และเขาก็พบมันที่ ทวีปอเมริกา
 
(ซึ่งที่ตั้งของน้ำพุนี้อยู่ที่เมืองฟลอลิดาในปัจจุบันนั่นเอง โดยการตามหาน้ำพุแห่งความเยาว์วัยนี้ ยังเป็นพลอตหลักของ Pirates Of The Caribbean : The Strangers Tides ด้วย)
 
และตอนที่ประเทศผู้ล่าอาณานิคมเหล่านี้เข้ามาตั้งอาณานิคมในอเมริกา เขาได้พา "ทาสผิวดำ" ที่กวาดต้อนจากทวีปแอฟริกามาด้วย นี่เองเป็นจุดเริ่มต้น ของระบบค้าทาสในอเมริกา
 
Slave หรือ ทาส มาจากชื่อชนเผ่าสเลฟ (Slav) ที่ในยุคกลางถูกจับตัวส่งไปขายในยุโรปเป็นจำนวนมาก ต่อมาแรงงานทาสสเลฟมีเริ่มมีราคาสูง พอมีการเข้ามาของทาสผิวดำ ชาวยุโรปอเมริกาจึงหันมาใช้ทาสผิวดำเป็นแรงงานหลักแทนที่แรงงานผิวขาวชาวสเล ฟ
 
หลังพบทวีปอเมริกาแล้ว สเปนและโปรตุเกส ก็ได้ล่องสมุทรลงทางใต้ได้จนได้พบกับทวีปอเมริกาใต้ ที่นั่นเต็มไปด้วยทองคำมากมาย สเปนและโปรตุเกสจึงตั้งอาณานิคมใหม่ในทวีปอเมริกาใต้ อังกฤษและฝรั่งเศสที่ตามมาทีหลัง จึงต้องไปตั้งอาณานิคมในดินแดนรกร้างที่อเมริกาเหนือแทน
 
การค้าทาส เป็นเสมือนศูนย์กลางของกลไกเศรษฐกิจ สมัยนั้นยุโรปกำลังเข้าสู่ยุค ทุนนิยม นั่นทำให้ อังกฤษที่ส่งออกสินค้าหนักประเภท เหล็กกล้า อาวุธ และเครื่องนุ่มห่ม ได้นำสินค้าเหล่านี้ไปแลกกับ ทาสผิวดำ จากแอฟฟริกา เพื่อ นำทาสผิวดำส่งไปขายต่อยังทวีปอเมริกา และ เอาเงินที่ได้ไปซื้ออาหารจำพวก น้ำตาล ยาสูบ และ ฝ้าย เพื่อขายต่อในยุโรปอีกที กลไกเศรษฐกิจ วนเวียนกันเช่นนี้
 
ในทวีปอเมริกา รัฐที่ก่อตั้งทางใต้ มีภูมิทำเลที่เหมาะสมกับการปลูกฝ้าย ทำให้ตอนใต้ของสหรัฐอเมริกากลายเป็นแหล่งปลูกฝ้ายที่สำคัญที่สุดของประเทศ เนื่องจากต้องใช้แรงงานจำนวนมหาศาลในการทำไร่ฝ้าย ประชาชนในรัฐทางใต้ จึงใช้ทาสผิวดำในการทำงานในไร่มาตลอด
 
ราวๆต้นศตวรรษที่ 18 มีการปลูกฝังเรื่องค่านิยมว่า "การค้าทาสผิวดำไม่ผิดหลักมนุษย์ธรรม" กลุ่มนักมนุษย์ธรรมบางกลุ่มเคร่งครัดกับเรื่องความเท่าเทียมของมนุษย์ใน อเมริกาหนักหนา ก็ยังมองว่า การค้าทาสไม่ใช่เรื่องผิดบาปเช่นเดียวกัน (ตราบใดที่การค้าทาสยังทำใ้พวกเขาสะดวกสบายและได้รับผลประโยชน์) เพราะทาสไม่นับเป็น "มนุษย์" นั่นเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการ "เหยียดผิว" ในเวลาต่อมา เพราะการปลูกฝังว่าคนผิวสีอื่นที่นอกจากผิวขาวแล้ว ล้วนแล้วแต่โง่ และเกิดมาเพื่อเป็นทาสเท่านั้น
 
การรบพุ่งและการต่อสู้เพื่อเสรีภาพของชาวผิวดำและกลุ่มที่สนับสนุนการ เลิกทาสมีอยู่เนื่องๆแต่ก็ไม่ได้เป็นเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่และนำไปสู่จุด เปลี่ยนแปลงอะไรนัก หลัง Seminole Wars หรือ Florida Wars (สงครามระหว่างกลุ่มคนดำและทหารอเมริกาในรัฐฟลอริดา) ครั้งที่ 3 ยุติในปี 1858 .. ก็เข้าสู่เหตุการณ์ "การอภิปรายครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์อเมริกา" ระหว่าง Stephen A. Douglas จากพรรคเดโมแครต และ Abraham Lincoln จากพรรครีพับริกัน (ทั้งคู่มีนโยบายทางการเมืองที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน อีกคนอยากเลิกทาส อีกคนต่อต้าน)
 
 
นี่คือเหตุการณ์ในช่วงเดียวกันกับที่ จังโก้กำลังเดินข้ามเท็กซัสและมาเจอกับ คุณหมอชูลทซ์แล้วค่ะทุกคน ..
 
 
 
 
 
1858 ณ ที่แห่งหนึ่งในเท็กซัส ...
 
นั่นเป็นปีที่จังโก้ถูกขายในตลาดค้าทาส ก่อนเขาจะถูกพาเดินข้ามมายังเท็กซัส กระทั่งได้พบเจอกับคุณหมอชูลทซ์ และนำมาสู่เรื่องราวของ นักล่าค่าหัวผิวดำที่ทำให้ทุกคนตกตะลึง เพราะในสมัยนั้น ไม่มีนักล่าค่าหัวคนไหนเป็นคนผิวดำ หรือแม้แต่การได้ขึ้นขี่บนหลังม้า ก็ไม่มีคนผิวดำคนไหนที่สามารถทำได้ เพราะพวกเขาเป็นได้แค่ทาสเท่านั้น ...
 
แม้ Django Unchained จะมีพลอตหลักๆของเรื่องอยู่แล้ว คือ ทาสผิวดำที่ชีวิตพลิกผันได้กลายเป็นนักล่าฆ่าหัวโดยบังเอิญ เขาเลยถือโอกาสไปตามหาภรรยาที่ถูกขายไปเป็นทาสอีกเมืองหนึ่ง โดยมีนักล่าค่าหัวอีกคนที่เป็นคนพาเขาเข้าวงการเป็นคนช่วยเหลือเกื้อกูล
 
แต่สิ่งที่สำคัญจริงๆสำหรับ Django Unchained เห็นทีจะไม่ใช่การตามหาคนรัก แต่เป็น ค่านิยมของคนขาวและวิถีสภาพของเหล่าทาสในยุคนั้นเสียมากกว่า
 
Django ตัวเอกเป็นสัญลักษณ์ทางค่านิยมอย่างหนึ่งของยุคสมัย
 
ข้อมูลทางประวัติศาสตร์กล่าวว่าทาสผิวดำที่ได้รับการปลดแอก มักมีแนวโน้มที่จะกลับมากดขี่ทาสผิวดำด้วยกันเอง ซึ่งส่วนหนึ่งที่ทำให้เป็นเช่นนั้นเพราะการเอาชีวิตรอดของคนผิวดำในยุคนั้น ด้วย เพราะ แม้จะกลายเป็น Free Man แต่คนดำก็ยังไม่ได้รับการยอมรับให้มีฐานะเทียบเคียงกับชนชั้นทั่วไปของคนขาว พวกเขาได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่าการเป็นทาส แต่ก็ไม่ได้ดีพอที่จะให้เกียรติ
 
นั่นเป็นหัวโขนที่ Django ตัวเอกของเรื่องต้องสวม
 
 
 
เช่นเดียวกับที่คนดำหลายๆคนเคยทำ ในยุคที่คนดำบางส่วนได้รับการไถ่ตัวเป็นอิสระ แต่ก็ต้องกลับมากดขี่พวกคนดำด้วยกันเอง ไม่ว่าจะด้วยความอยู่รอด หรือ ความลืมตนก็ตาม จังโก้เองก็มีจุดประสงค์ที่ต้องทำแบบนั้นเช่นเดียวกัน
 
Django Unchained ยังพาเราไปดูสภาพสังคมของชาวอเมริกันผิวขาว ที่มองว่าชีวิตคนดำไม่ต่างจากสัตว์เลี้ยง ที่มีไว้เพื่อใช้แรงงาน หรือเพื่อให้ความบันเทิง โดยพวกเขาไม่ได้รู้สึกผิดที่ทำแบบนั้น เพราะค่านิยมที่พูดปลูกฝังมาช้านานนั่นเอง ในส่วนนี้ เควนตินได้เลือกนำสัญลักษณ์อีกอย่างเข้ามาเพื่อทำให้เรามองเห็นภาพความโหด ร้ายทารุณที่คนขาวกระทำต่อคนดำในยุคนั้นอย่างเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น นั่นคือ สังเวียนต่อสู้ของแมนดิงโก้
 
ที่เมื่อได้ชมแล้วอาจรู้สึกเศร้าสลดกับอเมริกาเมืองอารยะแห่งนี้จริงๆ ว่าพวกเขาเคยให้ความนิยมกับวัฒนธรรมป่าเถื่อนเช่นนี้อย่างกว้างขวางได้อย่าง ไร..
 
แต่อย่าลืมว่านี่เป็นหนังของเควนติน ตาเรนติโน่ เรื่องที่ดูเหมือนจริง บางครั้งอาจไม่จริงเสมอไป
 
และก่อนที่เราจะเข้าใจอะไรกันผิดกันไปมากกว่านี้ เราต้องมารู้ก่อนว่า เรื่องไหน จริง และ ไม่จริงบ้างใน Django Unchained เหมือนอย่างที่หากเราดูแบบไม่คิดอะไรเลย อาจเข้าใจผิดไปว่า ฮิตเลอร์ตายในโรงหนังแบบตอนดู Inglourious Basterds ก็เป็นได้
(Inglourious Basterds เป็นการยำประวัติศาสตร์สงครามโลกสุดสะเด่าครั้งหนึ่งของ Quentin Tarentino)
 
 
 
 
 
 
Mandingo Fighting ไม่มีจริง
 
Professor Edna Greene Medford อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้เชี่ยวชาญด้านแอฟริกันศึกษากล่าวว่า เรื่องราวของ นักสู้แมนดิงโก้นั้น "น่าจะ" ไม่มีจริง แต่ก็ใช่ว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น แน่นอนว่ามันเคยอาจมีเรื่องราวทำนองนี้ แต่ตลอดระยะการศึกษาเกี่ยวกับทาสผิวดำ เธอก็ไม่เคยได้ยินเรื่องเล่าทำนองนี้มาก่อน
 
Mandingo มาจากชื่อของแอฟริกันเผ่าหนึ่งที่ชื่อว่า Mandingka
 
หลายคนอาจเคยเห็นหนังเรื่อง Mandingo (1975) ที่พูดถึงเรื่องราวแบบเดียวกัน คือ นักสู้ผิวดำ ที่สร้างจากวรรณกรรมของ Kyle Onstott ซึ่งเควนตินเองก็หยิบพลอตของนักสู้แมนดิงโก มาจาก "หนังเรื่องโปรด" เรื่องนี้ของเขานั่นเอง
 
และถ้าเราสังเกตุให้ดีๆอีกหน่อย จะพบว่ามีอะไรซ่อนอยู่ในตัวละครของ Quentin Tarantino เกือบทุกตัว
 
Smitty Bacalls ชื่อของ บาคอลแก๊ง เควนตินตั้งจากชื่อของ มือเขียนบทจอมกวนอย่าง Michael Bacall (Scott Pilgrim vs. the World, 21 Jump Street,Project X) และดูเหมือนว่าเขาก็รับบทเป็น Smitty Bacall ด้วย แม้จะไม่ได้เห็นหน้าค่าตาของเขาในหนังเลยก็ตาม (อันที่จริงเห็นไกลๆ) ชื่อของไมเคิลก็เคยถูกใช้มาแล้วใน Inglourious Basterds (2009) ในบทพลทหาร Michael Zimmerman (และเขาก็รับบทเป็น ไมเคิล ซิมเมอร์แมนเช่นกัน)
 
 
 
ตอนที่ลีโอได้อ่านบทหนัง "Calvin Candie" ครั้งแรกเขาได้กล่าวว่า นี่เป็นบทที่เศร้าสะเทือนและโหดร้ายที่สุดเท่าที่เขาเคยอ่าน เควนตินและลีโอเป็นเพื่อนกันมากว่า 10 ปีแล้ว พวกเขายังไม่มีโอกาสได้ร่วมงานกันแบบจริงๆจังๆเลยสักครั้ง จนกระทั่งเควนตินอยากฉีกสูทรสีควันของลีโอออก แล้วโยนกั๊กลายดอกน่าเกลียดและสูทกำมะหยีสีเบอกันดีไร้รสนิยมให้เขาใส่แทน เพื่อชวนเขามารับบท ไอ้หน้าเลือดเหยียดผิวใจอำมหิตใน Django Unchained
 
ลีโอตอบรับอย่างไม่ลังเล แม้มันจะเป็นบทที่เลวร้ายมากในความคิดเขาก็ตามที
 
ลีโอนาโด ดิคาปริโอเป็นนักแสดงที่ผู้เขียนชอบมากที่สุด เพราะแม้เค้าจะได้รับบทประเภทไหนก็ตาม มันก็สามารถสร้างสเน่ห์ให้ได้เห็นอย่างล้นทะลักได้ทุกครั้งไป และในครั้งนี้กับบทตัวร้ายครั้งแรกในชีวิตการแสดงของเขาก็เช่นกัน
 
หลายคนอาจชอบใบหน้า การแสดง บทพูด สำนวนสำเนียง และท่าทางวางอำนาจของเขา แต่สิ่งที่ผู้เขียนชอบจริงๆในตัวนักแสดงคนนี้คือ วิธีการสร้างเอกลักษณ์ให้กับตัวละครแต่ละตัวที่เขาได้รับบท ความทุ่มเทและการเก็บรายละเอียดของเขา
 
ลีโอนาโดทำให้การไขว้ขาไขว่ห้างธรรมดาของชายคนหนึ่งกลายเป็น Perfect Point ที่สุดของเราใน Django Unchained
เขาเกิดมาเพื่อเป็นนักแสดงโดยแท้
 
และเมื่อพูดถึงความทุ่มเททางการแสดงแล้ว ในการแสดงฉากหนึ่ง ทำให้ลีโอได้รับบาดเจ็บขณะแสดง แต่เขาก็ไม่หยุดการแสดงและแสดงต่อไปจนจบซีน แม้เลือดจะไหลโชกออกจากมือ ซึ่งทำให้นักแสดงทุกคนต่างตกใจว่า เหตุใดลีโอถึงไม่หยุดการแสดง นั่นไม่อาจเป็นอย่างอื่นไปได้เลย นอกจากความทุ่มเทอย่างหมดจิตหมดใจกับการแสดง
 
หลังจากเขาได้รับบทแล้ว ลีโอบอกว่าเค้ากลับไปอ่านประวัติศาสตร์อเมริกาอีกรอบ แม้ตัวละครของเขาจะไม่ต้องพึ่งข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์สักเท่าไร แต่ก็เป็นไปด้วยอินเนอร์ทางการแสดง ที่ต้องรับบทเป็นคนที่มีค่านิยมตามยุคสมัยนั้นๆให้ได้มากที่สุด
 
 
 
 
ลีโอเคยกล่าวว่า "นักแสดง เป็นอาชีพที่วิเศษที่สุดในโลก และผมหลงรักมันจนโงหัวไม่ขึ้น"
 
แม้ปีนี้ลีโอ จะไม่ได้รับรางวัลทางการแสดงใดๆเลย แต่นี่ไม่ใช่ปีที่เลวร้ายของเขาแน่นอน อย่างน้อยเขาก็ทำให้ผู้ชมได้เห็นแล้วว่า เขาทุ่มเทแค่ไหน และสามารถกลายเป็นใครบนโลกนี้ก็ได้จริงๆ