poprock View my profile

เขียนด่านะคะ เพราะฉะนั้นจะยาวมาก มีเรื่องให้ด่าเยอะ
ขี้เกียจอ่านไม่ว่ากันค่ะ
แต่ถ้าจะพิมพ์ว่า "ยาวไปไม่อ่าน"
ไม่ต้องพิมพ์ก็ได้นะคะ กลัวจะรบกวนเวลาของคุณ
ปล่อยผ่าน "ร้อยแก้ว" พรรณนี้ไปก็ได้ค่ะ
ดิฉันรู้ตัวดีค่ะ ว่าชอบเขียนอะไรยาวๆ...
 
 
 
 
ใจความดังนี้...
 
เห้ยแก ทำไรอยู่ แกว่างใช่มะ ชั้นมีเรื่องจะเม้าว่ะ
เออ นานเลยแก ยาวมากกกกกกกกกกกกกก
แกคุยได้ใช่มะ
 
เออแก วันนี้ชั้นพึ่งไปดูคู่กรรมมาว่ะ อยากดูณเดชอ่ะ แต่แบบ เห้ยไม่ไหวว่ะแก แย่มากอ่ะ ชั้นรับไม่ได้อ่ะ

ณเดชหล่อเว่อร์นะ แต่ แสดงล้นมาก ยังติดแอคติ้งละครจากละครอยู่เลย การแสดงขาดซึ่งความลึกอย่างสิ้นเชิงเลยแก
แล้วแบบ มันไปรักกับอังศุมาลินตอนไหนวะแก ชั้นไม่เข้าใจอ่ะ เจอกันแปปเดียวเอง
 
แล้วส่วนนางเอก น้องริชชี่ อะไรนั่นน่ะ คือ นรกของหนังเรื่องนี้จริงๆ ทุกครั้งที่ริชชี่โผล่เข้ามาในกล้อง คือ อยากเบือนหน้าหนีมาก คือเสียงนางไม่ได้อ่ะ ไม่ให้อ่ะ แล้วภาษาคือแบร่บ

"คิดว่าเปนทหารญี่ปุ่น จะทำอะไรก็ได้งั้นเหรอ/แง๊ะ?" บทพูดแบบนี้ปล่อยผ่านมาได้ไงวะแก? นี่มันอังศุมาลินยุคไหน ยุคสก๊อยครองเมืองเหรอวะ?

แล้วคือแสดงแข็งม๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก พูดแข็งม๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
ดูไม่เป็นธรรมชาติมาก อย่างแรงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง

คือ ไม่มีใครแสดงแล้วจริงๆเหรอวะแก หน้าตาเหมือนจะน่ารักนะ แต่คือ ...เกาหลีไปป้ะวะ?
อังศุมาลิน กะโหลกกะลาแบบนี้เนี่ยนะ?
 
คือ บทอังศุมาลินนี่ไม่ใช่หยิบใครมาเล่นก็ได้ป่าววะแก เพราะมันต้องเป็นบทที่ซ่อนอารมณ์ เก็บอารมณ์ รักโกโบริ แต่บอกไม่ได้
คือ แสดงแล้วมันต้องแกรนด์ป่ะ ต้องใหญ่ป่ะ ต้องสะเทือนอารมณ์ป่ะ แต่คือ เห็นหน้าริชชี่แล้วแบบ ป่วย เพลีย อ่ะ
นางมาทีไร ชั้นขำนางตลอดเลย มีทำหน้าบี้ใส่กล้องด้วย
ห้ะอะไรนะ ป่าวๆ ไม่ใช่หน้าบี้ สุกฤษณ์

หน้าริชชี่ มันบู้บี้ คือ บอกตรงๆแย่อ่ะ ทุเรศ

ส่วนตัวประกอบนะ ป่วยหมด ... ไร้เหตุผลอย่างสิ้นเชิง ไม่เมคเซนส์อย่างรุนแรง ตาผลตาบัว มาฟันโกโบริทำไม?
ตาแก่สองคนนั้นชื่อตาผลตาบัวไง อ้าว แกไม่รู้เหรอ? นี่ไงเพราะหนังไม่ได้เล่าไง แกชื่อตาผล ตาบัว
สำคัญมากนะ ตั้งใจฟัง

คือ หนังไม่ได้บอกเราเลยว่า เพราะ ตาผลตาบัวแกเกลียดญี่ปุ่น แกเลยไปขโมยน้ำมันเรือของพวกญี่ปุ่นมา แล้วพอโกโบริจับได้ เลยสั่งลงโทษพวกแก พวกแกแค้นเลยกลับมาฟันโกโบริหลังแบะ
 
... เห้ย ทำไมหนังไม่เล่าตรงนี้อ่ะ คือ มันสำคัญมากไงแก กับการจะรู้ว่า ตาแก่ 2 คนมาฟันหลังโกโบริทำไม
เพราะ แกแค้น ญี่ปุ่น พอโกโบริจับได้ แล้วลงโทษแก แกเลยแค้น แล้วมาดักฟันโกโบริไง
 
ห้ะ อะไรนะ ชั้นพูดซ้ำเหรอ เออๆ โทษที
คือแกรู้แล้วใช่มะว่า สรุปโกโบริเจอฟันได้ไง
โอเค ต่อๆ
 
นี่โชคดีนะ ที่ฉันได้ดู พ่อดอกมะลิของพี่บี้กับ หนูนา
ห้ะ เออดูแค่ 2 ตอน
แล้วทำไม ดูแค่พอรู้เรื่องก็พอแล้ว เครป่ะ
แค่นั้นก็รู้แล้วว่าทำไม ตาผล กับตาบัว...
 
อะไรนะ พอแล้วเหรอ โอเค ต่อเลยนะ...

ยังมีตาลุงอีกคนที่บอกว่า อยากได้เฮโรอีน หรือ ฟอมาลีน หรือ วัคซีนที่บอกจะเอาไปรักษาโรคมาเรเลียอะไรน่ะ อะไรสักอย่าง ชั้นจำไม่ได้ว่ะ ที่มันขาดแคลนน่ะ

คือ ลุงแกแบร่บบบ ลุงพูดเร็วไปป่ะคะ แบบ ไม่รอไดอะล็อคเลยเหรอคะ? ไม่รอจังหวะอะไรเลยเหรอคะ คือฟังไม่ทันค่ะ เครป่ะ?
ลุงพูดแล้วดูเกร็งๆมาก คือ การที่ลุงเจอณเดชแล้วลุงตื่นเต้น อันนี้ชั้นเข้าใจนะเว้ย
ตอนชั้นเจอณเดชครั้งแรกชั้นยังมือไม้สั่นเลย
 
ห๊ะ.. ป่าวอิบ้า ไม่ได้เป็นแอลกอฮอลลิซึ่ม
ตื่นเต้น ได้เจอณเดชตัวเป็นๆเว้ย
 
แต่แบบ The Show ต้อง Must Go On สิคะลุง
พอผู้กำกับเขาสั่ง แอคชึ่น ลุงต้องเลิกเกร็งได้แล้ว คือแบบชั้นเห็นลุงแล้วเสียอารมณ์มาก ดีนะลุงโผล่มาแค่แปปเดียว

แล้วคือ คนที่แสดงเป็นพ่ออังศุมาลิน นี่ก็เหมือนกัน บ้าหรือเปล่า พูดเร็วเป็นไฟแล่บ จะแร๊พเหรอวะคะ? หรือแง๊ะ?
คือแบบไม่มีเว้นช่องไฟเลย แล้วเป็นพ่อภาษาอะไร ดูไม่สนิทกับลูกเลย เป็นอีกตัวละครที่ป่วยมาก ไร้พลังอย่างสิ้นเชิง

แม่อังศุมาลิน คนนี้ก็ล้นๆ ขาดๆ บอกไม่ถูก คือ นึกจะตั้งชื่อพ่อดอกมะลิ ก็ตั้งง่ายๆซะอย่างนั้น แล้วพอพูดชื่อพ่อดอกมะลิมา
ก็ไม่ได้ความสำคัญกับมันเลย แล้วจะพูดขึ้นมาเพื่ออะไร คือ ชื่อพ่อดอกมะลิเนี่ย มันทำให้เรารู้สึกว่า เราใกล้ชิดกับโกโบริ
คือ เรียกแล้วดูน่ารักอ่ะ แต่คือ พูดขึ้นมา แล้วไม่ได้ความสำคัญกับมันเลย
จะทำเพื่ออะไร? ถั่มมมมเพื่อคร๊ายยยยยยยยย?
 
 
มาถึงเรื่องบท ชั้นรับไม่ได้ที่สุดแก
 
บทแย่มาก จนไม่รู้จะเอาอะไรมาเทียบ มันไม่ใช่การตีความใหม่ห่านเหวอะไรแบบที่โฆษณาเลย มันคือการย่ำยีบทประพันธ์ คู่กรรม อันสวยงามได้อย่างเละเทะที่สุด

คือ มีขิมวางอยู่ในห้องแม่อัง เพื่ออะไร เพื่อบอกว่าแม่อังตีขิม แล้วยังไง? ทำไมหนังไม่บอกว่า
ที่โกโบริรักแม่อังล้นหัวใจ เพราะชอบตอนแม่อังตีขิม

คือ เรื่องสำคัญแบบนี้กลับไม่เล่า? แล้วคนดูจะรู้ได้ไงว่า รักของทั้งคู่มันลึกซึ้งขนาดไหน?
แต่ดันเอาเวลาไปให้กับการ ได้เห็นอังศุมาลิน พูดคนเดียว แววตาเหม่อลอย เหงาเศร้า
คือ แววตานาง ไม่เหมือนคนกำลังตกอยู่ในห้วงลึกของอารมณ์
แต่เหมือนคนบ้า! คือ ตาลอยไปลอยมา คือดูเหมือนเอ๋อๆ โกโบริ รักชั้นหรา?
 
แล้วคือตอนที่อังศุมาลินตกบันได ตรงนี้หนังกลับตัดเหตุผลที่แม่อังจงใจทำแบบนนั้นออกไป
เออ อังศุมาลินมันจงใจแก
แกไม่รู้เหรอ เห็นแมะ หนังมันไม่ได้เล่าถึงไง!
 
นี่คือจุดที่แย่ที่สุด เพราะการที่แม่อังแกล้ง ตกบันได เพราะต้องการประท้วงโกโบริไง
"เค้าทิ้งเรา ... เค้าทิ้งเรา" ตอนนั้นชั้นคิดถึงไดอะล็อคเด็ดจาก เรื่องจูราสสิคพาร์คเลยแก จำได้แมะ
 
จะว่าไปแม่อังฉบับริชชี่ นางก็หน้าคล้ายๆไดโนเสาร์ อยู่นะ...
นอกเรื่องและ...
 
กลับมาที่บทต่อ ... แล้วคือ แล้วยังไงต่อ ...
คือด้วยความที่บทมันเละเทะมาก เพราะมันตัดอะไรที่ดีๆเกี่ยวกับ คู่กรรม ฉบับบทประพันธ์ทิ้งไปจนหมด
คือ ผู้กำกับ นึกอยากทำอะไรก็ทำ อยากตัดไรก็ตัด อยากเพิ่มไรมาก็เพิ่ม บางฉากคือไม่จำเป็น เพิ่มมาทำไม
ฉากที่จำเป็นดันตัดออก แล้วคือ คนดูจะไม่งงได้ไง?
 
 
ว่ากันเรื่องบท ก็มาชำแหละกันเลย
 
คือ พอเห็นการตีความใหม่ที่เรียวอ้างแล้ว อยากจะถุ้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย น้ำลายใส่หน้าคนพูด
มันไม่ได้ตีความใหม่เลยค่ะแก แต่มันเป็นการยำเละบทประพันธ์ที่แย่มาก
จะบอกว่าดัดแปลงมาจากบทประพันธ์ใช่มั้ย คู่กรรมฉบับเน่าหนอนอันนี้ ทำให้คิดถึงหนังใหญ่ระดับโลกที่พึ่งได้ออสการ์ไป
 
คือชั้นไม่ได้จะเอามาเปรียบเทียบนะแก
 
สเกลหนังมันวัดกันไม่ได้อยู่แล้ว
ดารา มันวัดกันไม่ได้อยู่แล้ว
ผู้กำกับมัน วัดกันไม่ได้อยู่แล้ว
 
แต่วิธีการดัดแปลงมันคล้ายกันอ่ะแก
ซึ่งชั้นรับไม่ได้!!!!
 
 
แกก็รู้ว่าชั้นเป็นแฟนหนังสือ Life Of Pi ใช่มั้ย
 
 
 
 
 
 
 
คือ Life Of Pi ที่อังลีได้ ออสการ์สาขาผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมนั่นแหละ เออๆ คนนั้นแหละ
คือ....บอกตรงๆว่า .... ย่ำยีบทประพันธ์มากนะ... คือ เพิ่มฉากอะไรต่อมิอะไรมาไม่รู้เต็มไปหมด
คือ คนเขียนบทแย่มาก ที่เอาหนังสือไปตีความเป็นภาษาสัญลักษณ์เองจนหมด
 
ตอนที่พาย ทำท่าดอกบัว ตอนถามเด็กสาวนางรำ คือในบทประพันธ์ไม่มีไง
แต่ อังลี่และคนเขียนบท เพิ่มฉากนี้เข้ามา
เพราะต้องการให้ตัวเองสะดวกในการเล่าเรื่องขึ้น ซึ่งแย่อ่ะ
 
แม้แต่นางรำ หรือ แฟนเฟินอะไร ในหนังสือยังไม่มีเลย แต่เพิ่มตัวละครเด็กสาวเข้ามาเพื่ออะไร
เพื่อให้การเล่าเรื่องเชิงสัญลักษณ์ของตัวเอง สะดวกขึ้นไง
 
ไม่เคารพบทประัพันธ์อย่างสิ้นเชิงป่ะ แล้วหนังยังตัดเรื่องราวความลึกซึ้งของพายต่อ ศาสนาทั้ง 3 ออกไปด้วย
เห้ย... มันสำคัญกับหนังมากนะ แล้วพอตัดเรื่องความการเคารพบูชาทั้ง 3 ศาสนาอย่างสุดซึ้งของพายทิ้งไป
เลยทำให้พายเหมือน คลั่งแต่คริสต์ศาสนาอย่างเดียว ทั้งที่จริงๆศาสนาอื่นมันลึกซึ้งพอๆกัน
พายมันให้ความสำคัญพอๆกัน เราเลยรู้สึกทึ่งกับพายมาก
 
แต่ทีนี้ กลายเป็นว่า
พายร้องหาแต่พระเจ้า แล้ว อิสลาม พราหมณ์ล่ะ? อยู่ไหน
คืออิพายเลยกลายเป็นเด็กที่ วัลลาบี อยากรู้ศาสนาอื่นๆไปงั้นๆแหละ
 
ถั่มเพื่อคร๊ายยยยยยย?
 
เห้ยคือถ้าไม่อ่านหนังสือมา จะเข้าใจป่ะ ว่าทำไมพายถึงแรงใจสูงส่งขนาดนี้?
เพราะความที่มันยึดมั่นถือมั่นทั้งสามศาสนาอย่างสุดซึ้งไง
เพราะการบ่มเพาะเลี้ยงดูไง
ไม่ใช่แค่การไปเชื่อศาสนาใดศาสนาหนึ่ง
เพราะว่าศาสนานั้นตอบโจทย์มากกว่า
 
แล้วพายมันอยู่กับเสือนานขนาดนั้นได้ไง
เห้ย พ่อพายมันไม่ได้บอกว่า เสือไม่เป็นมิตรกับคนอะไรนะ
คือ พ่อสอนเยอะมาก พายเก่งเรื่องสวนสัตว์มาก ไม่ได้กะโหลกกะลาเลย
พ่อพายสอนเรื่องอาณาเขต สอนเรื่องธรรมชาติของสัตว์
โดยเพราะเรื่องเสือ พ่อพายสอนเยอะมาก
ไม่งั้นพายมันจะเก่งขนาดอยู่กับริชาร์ด พากเกอร์ได้ไง
 
แต่ในหนังพ่อบอก ให้พายกลัวเสือ ให้พายระวัง
ซึ่งซีนนี้มันลิ้งค์ไปตอนจบ คือ เสือกลายเป็นเพื่อน ไม่มีความคลางแคลงใจกันอีกต่อไป
 
ซึ่งแบบเห้ย เรางง ว่าคนอื่นจะงงมั้ย คนอื่นไม่ได้อ่านหนังสือจะเข้าใจโลกของสัตว์แบบเรามั้ย
เลยยิ่งทึ่ง เห้ย อิพายมันอยู่กับเสือได้ด้วย มันเก่งอ่ะ แต่จริงๆ มันมีอะไรมากกว่านั้น
หนังมันตัดทิ้งหมด เปิดแค่เรื่องที่ตัวเองต้่องการเล่า ก็โอเครไม่เป็นไร คนดูก็รู้เท่าที่หนังบอก ก็จบ
 
แล้วไง ถามว่าคนดูแคร์มั้ย แบบแกอ่ะแคร์มั้ย แกไม่ได้อ่านหนังสือมาก่อนใช่ป่ะ
เออ ก็ไม่ แกก็ไม่แคร์ไง เห็นแมะ
คือแบบแกไม่มานั่งแคร์หรอกว่าหนังมันจะตัดจะต่อ จะอะไร มันสนุกก็พอ ใช่แมะ
มันดูแมสก็ได้ ดูอาร์ตก็ได้
 
แต่เห้ย นี่คือความสุดยอดของ Life Of Pi เลยนะ
 
แกจะดูแบบไม่คิดอะไรเลยก็ได้นะ ภาพมันสวยดี ทุกอย่างมันอลังการ เรื่องราวผจญภัยสนุก มันซึ้ง มันดราม่าขยี้ใจ
แถมตอนท้ายมีหักมุมด้วย เพอร์เฟคอ่ะ ปล่อยให้เราแอบงงตอนท้ายนิดนึง เชื่อเรื่องไหนดีน้า เอ๊ะ หรือที่ผ่านมามันเป็นเรื่องโกหก เห้ย สุดยอดอ่ะ คิดได้ไง.... ประมาณเนี้ย..
 
หรือ
 
แกจะดูแบบคิดลึกล่ะ โหจัดมาเต็มได้เลย เต็มที่เลย ภาษาสัญลักษณ์ เอวะรี่ติง จิงเกอเบล มีอยู่ทุกช่วง ทุกซีนของหนัง จาก องก์ 1 เคลื่อนสู่องก์ 2 และ จบแบบช็อคๆืที่องก์ 3
 
ฉากเรือล่มมันอลัีงการมากเพราะอะไร เพราะอังลี่อยากให้ เรือล่ม เป็นจุดที่ยิ่งใหญ่ทีุ่สุดในชีวิตของพาย อยากให้คนดูได้เห็นความพินาศของชีวิตพายเต็มๆตา และ บิดหนังไปสู่องก์ 2 ที่ทุกอย่างต่างจากองก์แรกอย่างสิ้นเชิง
 
ซึ่งคนเขียน แบบ ยานน์มาเทล ไม่ชอบการตีความแบบนี้ เพราะยานน์บอกว่า เรือล่มไม่ใช่จุดสำคัญของชีวิตพาย มันเป็นอุบัติเหตุที่ผ่านมาและผ่านไปอย่างรวดเร็วมากๆ แต่หนังกลับให้เวลากับมันนาน ซึ่งยานน์ก็เคารพการทำมันเป็นหนัง เพราะ ผู้กำกับมีวิธีเล่าเรื่องของตัวเอง เครป้ะ?
 
แล้วคือ เกาะที่พายไปติด จริงๆมันไม่ได้เป็นรูปผู้หญิงอะไรเลยไง แต่หนังเอาไปทำเป็นสัญลักษณ์ให้เหมือนผู้หญิงนอน
คนดูตีความได้แบบเดียว
คือ พายเห็นเกาะนั้น เพราะพายมโนเอง นะคะ เพราะพายคิดถึงแม่ไงคะ
นั่นหมายควายว่า เรื่องที่พายเจอเกาะนั้น อาจจะขีฺฺ้ฮกเบ่เบ๊ไงคะ
อ้าวจุดขัดแย้ง มาแล้วค่ะ
 
แต่ในหนังสือ ไม่ได้ให้สัญลัีกษณ์ที่จำเพาะเจาะจงขนาดนี้
เพราะฉะนั้นฉบับหนังสือ จึงเปิดกว้างให้เราคิดได้มากกว่า
คนอ่านหนังสือเลยคิดว่า เห้ย ไม่รู้จะเชื่อเรื่องไหนเลยจริงๆ มันน่าเชื่อทั้งหมด
 
แต่ฉบับหนัง และ การตัดสินใจของอังลี ทำให้คนเลือกเชื่อเรื่องที่พายฆ่าคนหมดเรือมากกว่า
เพราะมันเรียลกว่า น่าเชื่อกว่า และเป็นเหตุเป็นผลมากกว่า
 
แล้วอังลี่ตัดฉาก การทดลองกล้วยลอยน้ำของเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นไปทำไมคะ?
แล้วอังลี่ตัดฉาก ที่พายบอกให้เจ้าหน้าที่ไปหาเศษกระดูกเมียร์แคทในเรือไปทำไมคะ?
 
ไม่มี 2 ฉากนี้ และฉันไม่อ่านหนังสือ ฉันก็อาจคิดว่า พายมโน เรื่องเสือเอาเองค่ะ
เพราะตอนอิพายเล่า อิพายก็ร้องไห้ฟูมฟายเลย แสดงว่าซึ้งมาก มันต้องคิดถึงแม่ที่เจอฆ่าแน่ๆ
 
แม้อังลี่จะพยายามเคารพบทประพันธ์ ด้วยการคงตอนจบไว้แบบเดิม คือ เจ้าหน้าที่เลือกเชื่อเรื่องเสือ
แต่สัญลักษณ์ต่างๆที่อังลี่ใส่มาทั้งเรื่อง มันทำให้คนตีความทุกอย่างว่า พายมโนเรื่องราวขึ้นเองไปแล้ว
 
ตอนอ่านหนังสือ ชั้นเชื่อเรื่องเสือเต็มๆ อย่างที่บอกว่า หนังสือมันไม่พูดสัญลักษณ์ที่จับต้องได้ขนาดนี้
ทำให้เราสามารถเทใจให้ด้านไหนก็ได้ เต็มที่
 
แต่ฉบับหนัง กลับค่อยๆเผยจิ๊กซอว์มาทีละชิ้น
เพื่อให้คนดูต่อตอนเฉลย คนดูก็ต่อกันสนุก จนได้ภาพที่ต้องการ ก็โป๊ะเช๊ะ อ๋อ แบบนี้นี่เอง..
 
ซึ่งนั่นเป็นวิธีการเล่าเรื่อง Life Of Pi ของ อังลี่
ซึ่งผู้กำกับ ก็มีวิธีเล่าเรื่องที่มาจากบทประพันธ์ในแบบของตัวเองอยู่แล้ว
ซึ่งดูแล้วก็ เออ ดีนะ เล่าเรื่องคล้ายกับหนังสือแหละ แต่ตัด แต่ต่อ ออกมาให้เป็นไปในแบบ
ภาษาภาพยนตร์ และ การเล่าเรื่องในมุมของตัวเอง
 
แต่สำหรับชั้น มันชักจูงไปหน่อยว่ะแก ไม่เปิดโอกาสให้คิดเป็นแบบอื่นเท่าไหร่ ...
 
คือ พอมาถึงเรียว คือ จะบอกว่า เรียวเนี่ย สันดานแย่แบบคนเขียนบท Life Of Pi แหละ
เอาสะดวกเข้าว่า สะดวกในการเล่าเรื่องแบบของตัวเองน่ะ
 
ฉันอยากจะใส่อะไรลงมา ฉันก็จะใส่
ฉันอยากจะตัดอะไรที่ฉันว่าไม่จำเป็นสำหรับหนังของฉัน ฉันก็จะตัด
คือพยายามจะอาร์ต จะแนว จะติสท์แบบผู้กำกับเมืองนอกไง
แต่มันไม่ถึงอ่ะแก มันไม่ได้อ่ะแก
 
คือ เห้ย เมืองนอกเขาทำดีไงแก แต่คือแกเอามาทำกับบทประพันธ์ไทยไม่ได้ไงแก
ชั้นรับไม่ได้ป่ะ คู่กรรมไม่มีหิงห้อย มันไม่มีหิงห้อยได้ไงแก!!!
มันสำคัญกับหนังมากนะ มันเป็นสเน่ห์ของหนังเลย คือมันให้บรรยากาศของความโรแมนติค
 
คู่กรรมไม่มีแม่อังเล่นขิมให้โกโบริฟัง!!
ไม่มีได้ไงแก มันสำคัญกับหนังมากนะ!!!
คือ ถ้าโกโบริ ฟังเสียงขิมแม่อังแล้วยิ่งรักแม่อังมากขึ้นไงแก
เห้ย โกโบริไม่ได้ฟังเสียงขิม แล้วรักแม่อังได้ไงวะแก!!
ชั้นงงป่ะ!
แกงงป่ะ!!
 
ตาผลตาบัวมาฟันหลังโกโบริทำไมแก!!
เพราะ ตาผลกับตาบัวมัน...ห้ะ อะไรนะ ชั้นเล่าไปแล้วเหรอ เออนั่นแหละ
หนังมันไม่บอกไงแก!
 
ยายเมี้ยนไปไหนแก!
คู่กรรมไม่มียายเมี้ยนได้ไงวะแก!
ห้ะ อะไรนะ ยายเมี้ยนเป็นใคร ?
เออ ยายเมี้ยนจะเป็นใครก็ช่างมันเหอะ แต่มันไม่มียายเมี้ยนได้ไงวะแก
คนอื่นเขาพูดกันทุกคนแหละ เรื่องยายเมี้ยนเนี่ย รับไม่ได้หว่ะ!!
 
แล้ววนัสมาจากไหนแก!
แล้วไปสัญญิงสัญญากับอังตอนไหนแก!
เห้ย คือคนไม่ได้อ่านหนังสือ หรือไม่เคยดูมาก่อน เขาจะงงป่าววะแก
แกงงแมะ? ห้ะ ไม่งงเหรอ เออ ช่างมันเถอะ คนอื่นน่าจะงงนะแก
วนัสคือคนรักเก่าของแม่อังไงแก ก่อนวนัสไปเรียนต่อ แม่อังสัญญากับวนัสว่าจะรอ
วนัสกลับมา แม่อังถึงได้ ยึกๆยักๆ กับโกโบริไงแก
 
เห้ย หนังไม่ได้เล่าเรื่องนี้เลยอ่ะแก คนดูไม่งงเหรอ
ปล่อยให้คนดูสงสัยอยู่ได้ ทุเรศมาก เล่าตั้งแต่แรก ก็ไม่ต้องสงสัยแล้ว
บ้าป่าววะแก!
 
แล้วคือวนัสกลายเป็นคนเลวเฉยเลยแก หนังแม่มตัดฉากวนัสเตือนอังศุมาลิน
ว่าอย่าให้โกโบริไปบางกอกน้อยเฉยเลย!
วนัสมันไม่ได้บอก!
มันเลวมากแก ซึ่งจริงๆในหนังสือวนัสมันบอกนะ!
คนดูจะเข้าใจมั้ยแก วนัสไม่ได้แย่แบบนั้นนะ คือวนัสดีกว่านั้น น่าจดจำกว่านั้น!
แต่หนังทำให้วนัสไม่เด่นเลยแก! ซึ่งแบบมันไม่ใช่ป่ะ?
 
เห้ยชั้นรับไม่ได้ว่ะ กับการตีความใหม่แบบนี้ บ่องตง ทุเรศว่ะ ตัดของดีๆทิ้งหมด จะเอาเรื่องเรื่องที่ตัวเองอยากเล่าได้ไงวะแก มีสิทธิ์ไรวะ เคารพคนอ่านมั่งดิวะ โหย ฉันแฟนคู่กรรมนะแก
 
ห๊ะ อะไรนะ
เออ น่า
ไม่ได้ดูก็เหมือนดูแหละแก แกไปอ่านในพันทิบดิ มีแต่คนไม่ชอบ
เห็นป่ะ เค้ารับไม่ได้เหมือนชั้นแหละ มันไม่เคารพบทประพันธ์ไงแก ถ้าจะทำแบบนี้
 
จะตั้งชื่อเรื่องว่า "คู่กรรม" ทำไมวะแก ถ้าจะตีความใหม่
ก็ตั้งชื่อใหม่ไปดิวะแก ทำไมไม่ตั้งชื่อ "โกโบริ อังศุมาลิน" ไปเลยวะแก
บ้าเนอะ
 
เออ เหมือน "Life Of Pi" ทำไมไม่ตั้งชื่อเป็น "Me and Richard Parker" วะแก
คือ แบบเน้นแต่เรื่องเสือ ไม่เน้นเรื่องที่พายเติบโตมาท่ามกลางอะไรต่อมิอะไรเท่าไหร่เลย
แบบรวบรัดตัดตอนเร็วมาก
 
ในหนังสือมันนานมากแก กว่าจะเข้าเรื่องเรือล่ม และได้อยู่กับริชาร์ด พาร์เกอร์ เนี่ย
คือการเติบโตของพาย ทำให้เรารู้สึกทึ่ง มากกว่าตอนมันไปอยู่กับริชาร์ด พากเกอร์อีกแก
เพราะพายมันโตมาแบบโคตรเท่ พอไปอยูกับเสือ มันเลยยิ่งซุปเปอร์เท่!
นี่ไงเห็นมะ อังลี่ดันไปเล่าเรื่องราวช่วงเสือเป็นเกือบ 70 % ของเรื่องเลย
มันไม่ใช่อ่ะแก ในหนังสือไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันนานขนาดนั้นอ่ะแก
 
ทำแบบนี้มันได้เหรอวะแก ... ถั่มเพื่อคร๊ายยยยย?
 
เออ แค่นี้แหละ ชั้นได้ระบายกับแก ชั้นสบายใจและ
ไอ้หนังคู่กรรมเนี่ย มันทำไม่เหมือนหนังสือเลย บ้าบอมาก
ไม่สนุกแก คนในพันทิบก็บอกกันว่าำไม่สนุก
เสียดายเงิน รอดูบิ๊กซีนีม่า หรือ แผ่นผีดีกว่า
ยังจะคุ้มกว่าเลย
 
เออลืมถาม สรุปแกไปดูมายังอ่ะ
 
อ้าว...ยังไม่ได้ดูเหรอ ชั้นก็ใส่เต็มที่คิดว่าแกดูมาแล้ว
โทษทีๆๆๆ
 
เอองั้นแค่นี้นะ ไม่กวนและ
 
 
 
....
...
..
.
.
 
 
 
 
 
สำหรับคนไม่เกท
 
คือเรากำลังจะบอกว่า ผู้กำกับแต่ละคนมีสิทธิ์ในการดัดแปลงเรื่องราวของหนังที่ต่างกัน มันไม่จำเป็นต้องเหมือนกับบทประพันธ์ต้นฉบับเป๊ะๆ ก็ได้ แบบ Life Of Pi
 
ถ้าเราไม่ได้อ่านหนังสือมาก่อน เราคงไม่รู้ว่าหนังมันได้บิด ตัด เติม รายเอียดอื่นๆลงไปมากมาย ซึ่งมันยังคงอยู่บนแกนเรื่องเดิม แต่รายละเอียดเปลียนแปลง วิธีเล่าเรื่องและการมองภาพก็เปลี่ยนไปด้วย
 
สำหรับ Life Of Pi ด้วยเพราะ ความที่มันเป็น บทประพันธ์ที่มีทั้งการผจญภัย-การก้าวพ้นวัย-การค้นพบสัจธรรม ทำให้การจะทำมันเป็นหนัง คนกำกับต้องตีให้แตก ว่าอยากให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรกันแน่ จะผจญภัย ก้าวพ้นวัย หรือ การค้นพบสัจธรรมของชีวิต เพราะหนังต่างจากหนังสือตรง การทำให้เกิดการเห็นภาพที่ชัดเจน ขณะที่เมื่อมันเป็นหนังสือ เราจินตนาการถึงมันได้ไม่สิ้นสุด
 
อังลีเลือกประเด็นที่หนักที่สุดคือ การค้นพบสัจธรรมของชีวิต เมื่อเลือกแนวทางที่ชัดเจนได้แล้ว เขาก็เลย ปล่อยของที่จะช่วยชักจูงคนให้เชื่อในสิ่งที่เขากำลังจะบอกมาเต็มที่ ด้วยการ เพิ่มสัญลักษณ์ต่างๆนาๆลงมาในหนังอย่างเต็มที่ เพื่อจะชักจูงคนดูไปสู่ตอนจบว่า สุดท้ายแล้ว เราค้นพบอะไรจากเหตุการณ์ในชีวิตพาย
 
ความจริงมีเพียง 1 เดียวจริงหรือเปล่า?
 
อังลี่เลือก..
 
ตัดเรื่อง พายสามารถใช้โทรจิตกับริชาร์ด พากเกอร์ทิ้ง
ตัดเรื่อง พายตาบอดทิ้ง
ตัดเรื่อง เจอคนเรือแตกจะมาฆ่าเขาบนเรือ และ พายก็ได้ต่อสู้จนพลั้งมือฆ่าชายคนนั้นทิ้ง
ตัดเรื่อง พายคุยกับปลาวาฬทิ้ง
ตัดเรื่อง การทดลองกล้วยลอยน้ำของเจ้าหน้าที่ทิ้ง
ตัดเรื่อง ซากเมียแคทในเรือบดทิ้ง
 
เพื่อนำพาหนังไปสู่เหตุผลเรื่องการ ค้นพบสัจธรรม และทำให้คนดูเคลือบแคลงเรื่องเล่าที่ดันมาเฉลยตอนหลัง จนคนดูต้องไปหยิบจิ๊กซอว์ที่อังลี่ทิ้งไว้มาปะติดปะต่อ หนังจึงเสร็จสมบูรณ์...
 
ขณะที่หนังสือ ปล่อยให้เรามีอิสระกว่านั้น ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องผิดที่หนังจะปิดทางเลือกดังกล่าว เพื่อทำให้หนังประสบผลสำเร็จตามที่ ผู้กำกับต้องการ
 
สุดท้ายหนังมันก็ออกมากลมกล่อมถูกใจคนดูอยู่ดี ถือเป็นการประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ของอังลี
ในการดัดแปลงบทประพันธ์ในครั้งนี้
 
 
กลับมาที่เรียว กิตติกร
อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ต้นว่า เราจะไม่นำทั้งหนังและผู้กำกับมาเทียบกัน
ด้วยเพราะเรื่องของ ระดับ และ สเกลหนัง ที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว แต่เรากำลังจะชี้ให้เห็นว่า
 
เรียวก็เลือก ดัดแปลงบทประพันธ์ เพื่อเล่าเรื่องในแบบของตัวเองเช่นกัน
สำหรับเรามันไม่ถือเป็นการย่ำยีบทประพันธ์อย่างไร ตอนจบยังคงเหมือนเดิม
แต่การดำเนินเรื่องและรายละเอียดอาจเปลี่ยนไปบ้าง
 
เมื่อคู่กรรมเป็นบทประพันธ์ที่พูดถึงรักท่ามกลางสงคราม ความยอดเยี่ยมของบทประพันธ์คือการให้สัดส่วน
กับเรื่องรักและสงครามอย่างพอดิบพอดี การเปรียบหญิงไทย ชายญี่ปุ่นเป็นตัวแทนของประเทศ
และความขัดแย้ง ไม่ยินยอม จากสงคราม และ ความรักที่ค่อยก่อตัวแบบที่อีกฝ่ายไม่ใคร่เต็มใจ
 
อังลีเลือกให้ช่วงเวลาที่พายอยู่กับเสือเป็นช่วงสำคัญที่สุด เขาเลยยืดมันออกเป็นสัดส่วนเกือบ 70% ของเรื่อง
 
เรียวเองก็เลือกให้ช่วง ความรักของอังศุมาลิน กับโกโบริเป็นช่วงสำคัญที่สุดของหนัง เขาเลยเริ่มเล่าเรื่องจากตรงนั้น โดยเกริ่นนำเหตุการณ์ก่อนหน้าเพียงเล็กน้อย แล้วเข้าสู่เรื่อง รักหนุ่มสาวทันที
 
ขณะที่ อังลี เลือกการเพิ่มเติมสัญญะต่างๆเข้ามาด้วย ภาพ และการกระทำ คำพูดต่างๆของตัวละคร เพื่อชักจูงคนดูไปในทางที่ตัวเองอยากเล่า
 
เรียวก็เพิ่มสัญญะทางภาพ คำพูด และ การกระทำเช่นกัน เพียงแต่วิธีของเรียว อาจซื่อตรงและไม่อ้อมค้อมจนเกินไป เช่น การให้ตัวละครจ้องมองกล้องตรงๆ หรือ การพากย์เสียงความคิด จนบางครั้งทำให้หนังหลุดจากการเล่าเรื่องแบบปกติไปบ้าง หรือกระทั่ง บทพูดที่ไม่ค่อยสละลวยของตัวละคร ที่ตอนแรกคิดว่าเป็นความผิดพลาด แต่ภายหลัง จึงพบว่า อาจเป็นความจงใจของผู้กำกับเองก็ได้ ถ้าหากไม่ได้เป็นการมองโลกในแง่ดีจนเกินไปนัก
 
ถ้าจะพูดให้ชัดๆ คือ เรียวอาจยังไม่มีศิลปะในการนำเสนอเชิงสัญญะที่มากพอ แบบที่ทำให้คนส่วนใหญ่ เข้าใจได้โดยง่าย และ เขาตามใจตัวเองมากจนเกินไป จนลืมว่าคนดูอาจรับสารของเขาไม่ทัน
 
นั่นคือความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในหนัง
 
สุดท้ายแล้ว วิธีการดัดแปลงภาพยนตร์ของเรียว อาจยังไม่ถูกใจคนดู เพราะดูเหมือน มันจะออกมา "ไม่สนุก" แต่อยากให้คนดูได้พึงระลึกว่า หนังได้คิดไกลไปเกินกว่าการทำหนังเพียงเพื่อความบันเทิง หรือ เพื่อตามรอยความสำเร็จของบทประพันธ์ดั้งเดิมเป๊ะๆ เพียงอย่างเดียวไปแล้ว
 
หนังยังอยากให้คนดูได้ "คิด" ขณะดู มากกว่าการปล่อยให้หนังชักจูงไปเรื่อยๆ ซึ่งจะทำได้ดีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับ
คนรับสารแบบคนดูเป็นผู้ตัดสิน
 
แต่เรียวได้สร้าง คู่กรรม ฉบับของตัวเอง ที่ไม่เหมือนเวอร์ชั่นใดๆ ขึ้นมาแล้ว
แม้สุดท้ายแล้วมันจะ "สนุก" หรือ "ไม่สนุก" ก็ตาม
 
 
 
 
และ..
สำหรับการที่ คิดว่าหนังเรื่องนี้ ไม่สนุก
และ ป่วยการที่จะหาข้ออ้างใดๆมาเพื่อทำให้มันสนุกขึ้นมาได้
 
คุณอาจไม่ต้องสนใจความคิดเห็นที่พยายามจะอธิบายก็ได้
เพราะมันคงไม่ช่วยทำให้หนังสนุกขึ้นสำหรับคุณ
 
แต่อยากให้รู้ว่า ที่ดิฉันดูแล้วชอบ เพราะคิดอย่างไร
ซึ่งดิฉันว่า .... มันคงไม่ใช่เรื่องผิดอะไรเลย ....
 
คุณมีเหตุผลของคุณ เรามีหัวใจของเราก็พอแล้ว..
 
 
อัยยะ!
 
 
 
 
 
ว่ากันด้วยเรื่อง การดัดแปลงบทภาพยนตร์
ปีที่แล้วหนังต่างประเทศมีการดัดแปลงภาพยนตร์ที่รุ่งและร่วงหลายเรื่องมาก
ไม่นับหนังสร้างจากวรรณกรรมเยาวชน
(เพราะส่วนใหญ่มักทำตามเนื้อหาเป๊ะๆอยู่แล้วกันเจอแฟนๆด่า และเพราะ มันง่ายดี!)
 
เรื่องที่ร่วงก็อย่างเช่น Clound Atlas ที่ว่ากันว่าดัดแปลงได้ยากที่สุด เพราะเรื่องราวเนื้อหาครอบคลุมถึง 6 ยุคสมัย
แถมยังครอบไว้ด้วยเรื่องราวที่ต้องเชื่อมโยงต่อกันแบบตัดสลับ
ผู้ดัดแปลง แบบ 2 พี่น้องวาชอฟสกี ที่กะว่าหากดัดแปลงหนังสือเล่มนี้และนำมันมาเป็นหนังได้
ต้องได้ออสการ์มานอนกอด สักรางวัล 2 รางวัลแน่นอน
แต่ผิดคาด เพราะพวกเขาแทบจะไม่ได้รางวัลใดๆในเวทีภาพยนตร์ใหญ่ๆเลย
หลายทรรศนะให้เหตุผลว่า เพราะมันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ ชาติภพ ที่ขัดแย้งกับหลักความเชื่อของศาสนาคริสต์
แต่นักวิจารณ์และคนดูส่วนใหญ่กล่าวเพียงง่ายๆว่า เป็นเพราะมันเป็นการดัดแปลงที่ ... "ไม่สนุก"
 
2 พี่น้องวาชอฟสกี นำเรื่องราวจากวรรณกรรม ที่โดดไปยุคโน้นทียุคนี้มา เรียงใหม่ จากเก่าไปหาอนาคต ซึ่งน่าจะทำให้คนดูดูง่ายขึ้น โดยได้พยายามสอดแทรกสัญลักษณ์รูปดาวตก ในตัวละครแต่ละตัวเข้ามาเพื่อเป็นคีย์ให้คนดู
และพยายามชี้นำว่า ตัวละครแต่ละยุคสมัยเกี่ยวพันกันอย่างไร ... สุดท้าย แม้จะพยายามดัดแปลงให้กลายเป็นภาพยนตร์ที่ดูง่ายเพียงใด มันก็ "ไม่สนุก" สำหรับคนส่วนใหญ่อยู่ดี
 
กลับกับกับอีกเรื่อง ที่ส่ง เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ดาราวัยรุ่นอายุเพียง 22 คว้าออสการ์สาขาดารานำหญิงเป็นครั้งแรกนั่นคือ Silver lining playbook ที่ผกก.เดวิด โอ รัซเซลใช้เวลาพัฒนาบทนานเกือบ 5 ปี
 
จนได้หนังที่ทำจากหนังสือ ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดเรื่องหนึ่ง (และได้เข้าชิงออสการ์สาขา บทภาพยนตร์ดัดแปลงด้วย)
ความมหัศจรรย์ในการดัดแปลงของโอรัซเซลคืออะไร?
 
คือ ดำเนินเรื่องตามแบบหนังสือเป๊ะ แต่ลดทอนส่วนที่ต้องใช้เวลาในการเล่านาน ให้เหลือเพียง บทพูดประโยคเดียวได้ เหตุการณ์บางอย่างที่ในหนังสือ ใช้เวลาเกือบ 4 บทในการเล่าเรื่อง เดวิดได้ปรับมันให้กลายเป็นบทสนทนาไม่กี่ประโยค แต่กลับสื่อถึงเหตุการณ์นั้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ .. ซึ่งเป็นหนังที่ถูกใจแฟนหนังสือมากๆ
(เราดูหนังก่อน ถึงไปอ่าน ยังทึ่งเลย) นั่นทำให้หนังเรื่องนี้ครองใจคนได้อย่างง่ายดาย เพราะพร้อมด้วยบท และ นักแสดงที่สอดรับกับเนื้อหาอย่างดี
 
 
ก่อนหน้านี้ ในยุคที่การนำวรรณกรรมเยาวชนมาทำเป็นหนัง เริ่มได้รับความนิยม แบบที่โด่งดังที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้น แฮรี่ พอตเตอร์ ด้วยความที่หนังสือ โด่งดังมาก พอมันถูกนำมาสร้างเป็นหนังคนยิ่งให้ความคาดหวังอย่างสูง และคนที่สตูดิโอ วอร์เนอร์ เรียกมให้มารับหน้าที่กำกับหนังภาคแรกคือ คริส โคลัมบัส ผู้ที่โด่งดังจากผลงานกำกับ โฮม อโลน อันลือเลื่อง เพราะอยากให้ คริส "เปิดตัว" แฮรี่ พอตเตอร์ในฐานะหนังสำหรับเด็ก ที่เปี่ยมมนต์สเน่ห์ แบบที่เคยทำมาแล้วใน โอม อโลน แฮรี่ พอตเตอร์ 2 ภาคแรกที่ คริสกำกับ เราจึงรู้สึกได้ถึงความซุกซนและความสดใสตามประสาเด็ก
 
แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไปทันทีกับหนังภาค 3 เมื่องานกำกับถูกเปลี่ยนมือมาอยู่ที่ อัลฟรองโซ ครัวรอง ที่กำกับมาแต่หนังโหดๆ แถมยังเป็นนักเขียนบทมือฉกาจ ที่ทำแต่หนัง เร้นลับ ซึมลึก หนังภาค 3 ตอน นักโทษแห่งอัซคาบัน เลยกลายเป็นหนังที่โดดออกจากภาค 2 ห้องแห่งความลับอย่างสิ้นเชิง เพราะ มันเต็มไปด้วยความตึงเครียด และความหวาดระแวง (เหนือจากความกลัวแบบเด็กๆที่ปรากฏตามหนังสือ) หนังยังเต็มไปด้วยโทนมืดทึมทึบ ที่ชวนให้หดหู่ แบบที่ไม่เหมาะกับหนังพ่อมดวัยรุ่นแบบที่เคยเป็นมาเลย อัลฟรองโซ ได้กำกับเพียงภาคเดียว หนังก็ถูกเปลี่ยนมือไปที่ ไมค์ นีเวลล์ และ เดวิด เยตส์ คนล่าสุด ซึ่งเป็นคนที่สตูดิโอ เลือกให้กำกับตั้งแต่ ภาคภาคีฟินิกซ์ (ภาค 5) จนถึงภาคจบ ...
 
และหนังภาคจบของแฮรี่ พอตเตอร์ ก็ต่างจากฉบับหนังสืออย่างสิ้นเชิง ทำให้เกิดกระแสต่อต้านจากแฟนๆอีกเช่นกัน
แล้ววลีเด็ดที่เคยถูกยกมาอ้างถึงแล้วครั้งหนึ่ง ในยุคที่อัลฟรองโซ ครัวรอง กำกับ แฮรี่ภาค 3 ก็ถูกนำมาใช้อีกครั้ง
 
"หนังที่สร้างจากวรรณกรรม ไม่จำเป็นว่าต้องเล่าเหมือนหนังสือเสมอไป"
 
และแฮรี่ พอตเตอร์ กับ นักโทษแห่งอัซาคาบัน ก็เป็นภาคที่ผู้เขียนชอบที่สุด ทั้งหนังสือและหนังด้วยเช่นกัน
 
 
อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว อยากให้หลายๆท่านเปิดใจรับการดัดแปลงบทประพันธ์บ้างสักนิด
ไม่ว่าท่านจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม มันไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการภาพยนตร์เลย
และทุกครั้งมันก็ตามมาด้วย เสียงต่อต้านและสนับสนุน เช่นเดียวกัน
 
บทความนี้ ไม่ได้อยากชักชวนให้ ..
"ต้องไปดูคู่กรรมอีกรอบ เพราะคุณไม่เข้าใจหนัง" หรือ "ลองไปดูอีกรอบแล้วคุณถึงจะรักมัน"
หนังถ่ายทอดมายังไง คุณเข้าใจแบบไหน ก็สุดแล้วแต่คุณ
สนุกหรือไม่ ก็แล้วแต่คุณ
 
แต่อยากให้รู้ว่า "คู่กรรม" ได้ให้อะไรกับคนเข้าใจและยอมรับมันแค่ไหน
คุณไม่ต้องเข้าใจก็ได้ แค่ไม่ต้องดูถูก ฝ่ายที่ชอบก็พอ ..
 
และหวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์กับท่านบ้าง
 
 
ขอบคุณที่อ่านถึงตรงนี้ค่ะ ...
 
 

Comment

Comment:

Tweet

ยาวมากกกก  อ่านเพลินเลย ชอบมากกก  
เพิ่งมีโอกาสได้ดู Silver lining playbook  ยังงงๆอยู่
สงสัยต้องไปหาหนังสือมาอ่านมั่งแล้ว

#3 By พลอย (118.175.170.123|118.175.170.123) on 2014-12-05 00:03

ยาวเช่นเคย ยิ่งอ่านยิ่งอยากดู
ตั้งแต่เอนทรี่ที่แล้วจนถึงเอนทรี่นี่ เราก็ยังไม่ได้ไปดูซักที sad smile

#2 By winter-moonlight on 2013-04-10 01:30

เรามีหัวใจของเราก็พอแล้ว
( Hot! Hot! )

#1 By Nirankas on 2013-04-09 09:21

Recommend