poprock View my profile

*** เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของ Star Trek (2009) ***
 
[ Prelude ]
 
 
"พ่อนายเป็นกัปตันได้แค่ 12 นาที เขาช่วยลูกเรือไว้ 800 ชีวิต นั่นหมายถึงแม่นาย และ ตัวนายเองด้วย
เก่งจริง ทำให้ได้เจ๋งกว่าพ่อนาย"
 
"อดีตกัปตัน" คนหนึ่ง บอกผมตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกัน
 
นั่นคือครั้งแรก ... และมันนานมาแล้ว
ผมหมายถึง นานจริงๆ ...
ตอนนั้นผมไม่ได้คิดถึงขั้นว่า อยากจะเป็นกัปตัน อะไรนักหนาหรอก
แต่กับประโยคนั้น ...
ผมคิดว่ามันคือ "คำท้าทาย"
 
 
...
 
 
สมัยที่ผมเป็นนักเรียนทหารของ Starfleet
บทเรียนแรกที่ผมได้เรียนจากมิสเตอร์สป็อคในคลาสสอบการเป็นกัปตัน คือ
"กัปตันโกงความตายไม่ได้" และ "ผมควรเรียนรู้ความกลัว"
 

เขาช่าง ... อัจฉริยะ
 

ใครจะไปคิดว่า ข้อสอบกัปตันเฮงซวยที่ไม่มีใครเคยผ่านได้  หาใช่เพราะมันยาก
แต่เพราะคนอื่นๆ หวาดกลัวเกินไป พวกเขาเลยสอบตก แต่ผมไม่มีความกลัวแบบนั้น
 
 
ซึ่งดูเหมือนมิสเตอร์สป็อค จะไม่พอใจที่ผมสอบผ่าน เขากล่าวหาว่าผมโกงข้อสอบด้วยซ้ำ
แน่หล่ะ เขาต้องโกรธ
เพราะข้อสอบเขาทำมาเพื่อไม่ให้มีคนสอบผ่าน
 
 
อ่า ห่ะ ..
และผมผ่าน ... ผ่านแบบ ชิลๆ เลยหล่ะ ...
 
 
พอมานึกย้อนไปถึงวันนั้นแล้ว
ผมต้องขอบคุณ "คุณสป็อค"
นั่นเป็นบทเรียนที่มีค่า ... อย่างยิ่ง ...
ผมหมายถึง

... มันสำคัญกับชีวิตผมจริงๆ ...
 
 
 


 
"ในคลาสเรียนแห่งหนึ่ง เด็กนักเรียนนั่งฟังอาจารย์ของเขาพูดเรื่อง พระเจ้าและการสร้าง หากพระเจ้าสร้างทุกอย่างขึ้นมาจริงๆ เช่นนั้น พระเจ้าก็ต้องสร้างซาตานขึ้นมาด้วย เด็กชายคนหนึ่งลุกถามอาจารย์ในชั้นเรียนของเขาว่า
'ศาสตราจารย์ครับ แล้วความหนาวเย็นล่ะครับ มีจริงหรือเปล่า'
อาจารย์ได้ยินก็ตอบไป ว่า 'ถามอะไรของเธอ ก็ใช่น่ะสิ ใครไม่เคยหนาวบ้าง'
เด็กชายกลับสวนขึ้นมาว่า
'ไม่ครับ ตามกฏฟิสิกส์ ความหนาวเป็นภาวะที่เราอนุมานขึ้นหากเราอยู่ในภาวะไร้ความอบอุ่นต่างหาก
แล้ว.. ความมืดล่ะครับ มีจริงหรือเปล่า'

อาจารย์ของเขาตอบว่า 'แน่นอน ว่า มี ...'

เด็กชายพูดกับอาจารย์ของเขาว่า
'คุณตอบผิดอีกครั้ง .. ความมืด เกิดจากภาวะไร้แสงสว่างต่างหาก
เช่นนั้น พระเจ้าก็ไม่ได้สร้างปีศาจด้วย
ปีศาจเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นตอนที่เขาไร้ความรักของพระเจ้าเท่านั้นเอง ....'
 
เอาล่ะ เรื่องนี้น่าสนใจมาก ที่มนุษย์แบบพวกคุณที่ยังสามารถผูกตรรกะไว้กับอารมณ์ความรู้สึกได้อย่าง เหนียวแน่น และเผื่อคุณยังไม่รู้ ... เด็กคนนั้นคือ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ...
 
ความมืดนั้น... ไม่มีจริง แต่ความมืดเกิดจากภาวะไร้แสงสว่าง ในภาวะที่แสงน้อยจนไม่สามารถมองเห็นวัตถุ หรือ ค่าแสงต่ำมาก จนตาไม่สามารถปรับสภาพให้มองเห็นได้ ความมืด คือค่าสถานะหนึ่ง...

สำหรับวันนี้ .. ผมจะขอเริ่มที่ทฤษฎีพื้นฐานของเผ่าพันธ์มนุษย์ของพวกคุณ เราจะเริ่มที่ทฤษฎีสัมพัทธภาพ ..."


..



โอ้ ให้ตาย สป็อคกำลังจะเริ่มทฤษฎีของไอน์สไตน์อีกแล้ว

ผมว่าเราควรอยู่ห่างเขาสักหน่อย มันค่อนข้างน่าเบื่อน่ะ ...
อ้อ.. ..ไอน์สไตน์ .. คุณรู้จักเขาใช่มั้ย ...
ก็ถ้า คุณเป็นพวกชอบศึกษาประวัติศาสตร์เก่าแก่น่ะนะ ...

ดูเหมือนสป็อคจะชอบศึกษาประวัติศาสตร์และบรรดาวิทยาการเก่าๆ บนโลกของเราเป็นพิเศษ เขาเป็นวัลแคนคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้ทุนจากสตาร์ฟลีทบนดาวโลก เขาโตมาในฐานะอัจฉริยะบุคคลขององค์กร ได้เป็นอาจารย์ในโรงเรียนเตรียมทหาร
 
และ ... เป็นคนออกข้อสอบที่กล่าวขวัญกันมารุ่นสู่รุ่นว่าไม่มีทางสอบผ่าน
และผมบอกไปตั้งแต่ต้นแล้ว .. ผมสอบผ่าน
 
ผมกับสป็อค เราเริ่มต้นกันแบบไม่ค่อยสวยเท่าไร แต่นั่นก็ค่อนข้างมีความหมายเลยทีเดียว
 
อ้อ ผมลืมแนะนำตัว ผม... เจมส์ ไทบีเรียส เคิร์ก
ผมชื่อเดียวกับพ่อ .... เอ่อ ... คนที่ "เป็นกัปตัน 12 นาทีช่วยชีวิตลูกเรือ 800 คน" นั่นแหละ
ชื่อกลาง ไทบีเรียส พ่อบอกว่ามันค่อนข้างเห่ย แต่ผมว่าก็เท่ดี
ส่วนใหญ่เพื่อนๆผมจะเรียกผมว่า จิม .. คุณเรียกแบบนั้นด้วยก็ได้ ...

และ... ผมคือกัปตันของยานสำรวจที่ทันสมัยที่สุดของ Star Fleet
ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Enterprise ครับ ...
 
 
 
 
STAR TREK : INTO DARKNESS

หนึ่งในหนังที่แฟนๆภาพยนตร์และบรรดา fan boy ทั้งหลายรอคอยมากที่สุดคือ Star trek sequel ที่กว่าที่ Into Darkness หนังภาคต่อจะเข็นออกมาได้ ก็ทิ้งห่างจากภาคแรกนานถึง 4 ปี ภาคแรกที่ว่านี้ เรากำลังหมายถึง Alternate Reality จากฝีมือของ J.J. abrams ผู้กำกับสาย "ต่างดาว" ที่เป็น Fan boy อันเหนียวแน่นของซีรี่ย์นี้นี่เอง
 
ด้วย ความที่ตัว ผู้กำกับนั้นเป็น Fan boy ของหนังแบบฮาร์ดคอร์ ทำให้การทำ Alternate reality ในภาคแรก Star Trek (2009) ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามเกินกว่าที่ใครจะคาดถึง เพราะจากเนื้อหาของซีรีย์ ที่ค่อนข้างจะเริ่มล้าหลังไปแล้ว หากคิดจะนำกลับมาเล่าในปัจจุบัน จากที่หนังคิดจะสนองนี้ดแฟนบอย กลับกลายเป็นหนังที่โด่งดังในวงกว้าง และเพิ่มฐานแฟนๆขึ้นมาจากเดิมอย่างไม่น่าเชื่อ ...
 
หลัง จาก Star Trek ประสบความสำเร็จอย่างดงาม แบบที่แฟนบอยส่วนใหญ่ออกมาอูร่าชาบู อับบรามส์ด้วยความปลื้มปิติ ที่สามารถนำหนังเก่าเก็บของพวกเขามา Reboot ในแบบ Alternate reality ได้อย่างงดงาม แบบที่แฟนหนังส่วนหนึ่งที่แม้จะฮาร์ดคอร์และซื่อสัตย์กับซีรี่ย์แค่ไหน ก็ต้องยอมรับว่าการเล่าเรื่องของอับบรามส์ ค่อนข้างสนุก และครอบคลุมเนื้อหาตามจักรวาลหลักได้อย่างครบถ้วน
 
ใน หนังภาคแรกเสียเวลาให้กับการเล่าประวัติอยู่นาน กว่าที่เราจะได้รู้ศักยภาพของตัวละครแต่ละตัว หนังก็ใกล้ขมวดจบแล้ว แต่การที่เสียเวลาให้กับการเล่าเรื่องตัวละครในภาคแรกนี่เอง มันพึ่งมาส่งผลอย่างมหาศาลใน Into Darkness มันคือ Prelude ที่ส่งเสริมหนังภาคต่อได้เป็นอย่างดี...
 
ซึ่ง ต้องบอกว่า คุณไม่จำเป็นต้องดู ภาคแรกมาก่อน คุณก็ดู Into darkness รู้เรื่อง แต่ถ้าคุณดูภาคแรก (2009) มาก่อน คุณจะเข้าใจว่ามันลึกซึ้งขนาดไหน...
 
สิ่งหนึ่งที่ต้องยกย่อง และ ถึงขั้นต้องปรบมือชื่นชมอยู่เงียบๆ ดุจตอนดูละครโอเปร่า ไม่ต้องถึงขั้นเป่าปาก โห่ร้อง คือ ความคงเส้นคงวาของ อับบรามส์ ในการเล่าเรื่องของ Into darkness ได้แบบ "หมดจด" แทบไม่เหลือข้อสงสัย ซึ่งนี่คือฝีมือของอับบรามส์ ที่เราเคยเห็นฝีไม้ลายมือมาแล้วจาก Lost เรื่อง "ความต่อเนื่อง" (Continued) ของเนื้อหาที่เราแทบจะตามจับผิดไม่ได้เลย แม้เนื้อหาจะเล่ายอกย้อน วกไปวนมาแค่ไหน
 
ตัวร้ายแบบ จอห์น แฮรริสัน โผล่เข้ามาพร้อมกับ สโลแกนว่า "Earth will fall" อาจสร้างความน่าเกรงขามอยู่บ้างบวกกับชื่อ ภาค Into Darkness ยิ่งทำให้เราคาดเดาไปต่างๆนาๆ ว่ามันคง "ทะยานสู่ห้วงมืด" แบบถล่ม-ทำลายล้าง แม้มันจะเป็นแบบนั้น ... แต่ ... มันก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นไปซะทีเดียว ...
 
หนังยังเหลือช่องว่างให้เราตีความ "ชื่อภาค" กับเนื้อหาได้มากมายหลายอย่าง "ความมืด" อาจเป็นแค่ "ค่าสถานะหนึ่ง" แบบเรื่องที่สป็อคเล่า*ก็ได้
(*ซึ่งเรื่องเล่านั้น สป็อคไม่ได้เล่านะคะ เป็นเรื่องจริงที่เราเอามายัดใส่บทให้สป็อคในงานเขียนของเราเอง)
 
แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอน คือ Into darkness ลงตัวในเรื่องความเป็นหนัง Sci-fi ที่สอดแทรกด้วยฉากแอคชั่น และบทสนทนาฉลาดๆที่ดูแล้วทำให้เรารู้สึกว่า นี่สิหนังไซไฟของแท้ ที่ทำให้เราได้ขบคิดและทึ่งไปกับวิทยาการ รวมไปถึงการได้เห็นแนวคิดของคนในโลกยุคอนาคต ผ่านตัวละครนำ ทั้ง 2 ตัว สป็อคผู้ยึดตรรกะเป็นสรณะ กับ เคิร์ก ผู้ยึดเอาอารมณ์ความรู้สึกเป็นที่ตั้ง และอาจรวมไปถึง จอห์น แฮริสัน ... ผู้มีอดีตลับดำมืด ผู้ก้าวเข้ามาเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่างของยุคสมัย ...
 
... และอาจรวมไปถึงอนาคต ...
 
... อนาคต อันมีจุดเริ่มต้นจากวันนี้ ...
 
 
Shall we begin?
 
 

Comment

Comment:

Tweet

น่าดู น่าดู
( Hot! Hot! )

#2 By Nirankas on 2013-05-19 09:05

Hot!
ฮืออ อยากดูมากค่ะ 
J.J. Abramsกำกับหนังแต่ละเรื่อง สนุกมาก

Recommend